สมุนไพรเพื่อวัยผู้สูงอายุ

Written by Administrator   
Sunday, 18 January 2009 14:48

 

วัยสูงอายุเป็นวัยที่ร่างกายเสื่อมโทรมในหลายด้านมีปัญหาสุขภาพและโรคประจำตัวต่างๆมากมาย  ในการป้องกันและบำบัดรักษาโรคผู้สูงอายุนั้นนอกจากยาแผนปัจจุบันชึ่งต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศเป็นจำนวนเงินมากมายแล้วสมุนไพรจำนวนมากสามารถใช้ทดแทนได้ดีและใช้กันมาแล้วหลายชั่วอายุคน

   สมุนไพรบำรุงกระดูก

ผู้สูงอายุมักประสพปัญหาเกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน  เนื่องจากเซลล์ของกระดูกมีการสลายมากกว่าการสร้างโรคกระดูกพรุนพบในหญิงมากกว่าชายการสูญเสียแคลเชียมที่กระดูกทำให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลง    กระดูกหักง่ายการได้รับแคลเชียมที่เพียงพอจะช่วยเพิ่มความแน่นของกระดูกดังนั้นผู้สุงอายุ ควรได้รับอาหารที่มี แคเชี่ยมเพียงพอประมาณวันละ800มิลลิกรัม แคเชี่ยมมีมากในน้ำนม ปลาป่น กุ้งแห้ง และผักใบเขียวที่มีปริมาณแคลเซียมสูงได้แก่ ใบยอ ใบช้าพลู ฝักมะขามอ่อน ยอดแค ผักกะเฉด และยอดสะเดา เป็นต้น

    ยอ

ชื่ออื่นๆ : ยอบ้าน, แยใหญ่, มะตาเสือ

 ใบยอ มีแคลเซียมสูง (469-841 มก./100 ก.)ใบใช้ประกอบอาหาร เช่นห่อหมก แกงอ่อม เป็นต้น

 สรรพคุณทางยา : ใบอ่อนมีรสขม ใช้เป็นยาลดความร้อนในร่างกาย แก้ไข บำรุงธาตุ แก้ท้องร่วงในเด็กแก้เหงือกปวด บวม ปวดข้อ       

     ช้าพลู

ชื่ออื่นๆ : ชะพลู, พลูนก, ผักปูนก, ผักแคนก, พลูลิง,ผักอีไร, นมวา, ผักปูนา  

ใบช้าพลูนิยมใช้เป็นผักรับประทานกับเมี่ยงคำ ส้มตำ ข้าวยำ และใช้ทำแกงเลียง ในใบประกอบด้วยแคลเซียมในปริมาณสูง (601 มก./100 ก.) และยังพบธาตุฟอสฟอรัส เหล็ก และ ไวตามินต่างๆ ใบช้าพลูมีปริมาณสารออกซาเลทค่อนข้างสูง  (691 มก/100 ก.)จึงไม่ควรรับประทานเป็นประจำ

สรรพคุณทางยา : ตำราไทยใช้ราก ใช้ใบช้าพลูเป็นยาขับลม ทั้งต้นใช้ใบขับเสมหะ รากและผลใช้รักษาบิด ใบมีรสเผ็ดเล็กน้อยใช้แก่ธาตุพิการ บำรุงธาตุ คุมเสมหะให้ปกติ แก้จุกเสียด

    มะขาม

ชื่ออื่นๆ : หมากแกง, ตะลูบ, ขาม

ฝักมะขามอ่อนมีแคลเซียมสูง (429 มก/100 ก.)ทางด้าน อาหารใช้ยอดอ่อน ใบอ่อน ดอก ฝัก ฝักแก่ และอ่อนของ  มะขาวเปรี้ยวเป็นอาหาร ยอดอ่อนใช้ปรุงแกง ดอกใช้ยำ  ส่วนฝักอ่อนใช้ตำน้ำพริก เนื้อในฝักแก่มีรสเปรี้ยว เปรี้ยวอมหวาน หรือหวาน ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ รับประทานเป็น ผลไม้ หรือใช้ปรุงแต่งรสเปรี้ยวในอาหาร

สรรพคุณทางยา : มะขามเปียกใช้เป็นยาระบายอ่อนๆ แก้ไอ ขับเสมหะ ฝักอ่อนมีแคลเซียม และ

ไวตามินสูง บำรุงกระดูก และช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟัน

    แค

ชื่ออื่นๆ : แคบ้าน, แคแดง

ยอดแคลเซียมสูง(395 มก/100 ก.) นิยมนำมาลวก เป็นผักจิ้มน้ำพริกดอกแคนิยมใช้ปรุงอาหาร เช่น แกงส้ม  และใช้ลวกเป็นผักจิ้ม

สรรพคุณทางยา : ยอดอ่อนใช้รับประทานแก้ไข้หัวลม (ไข้ที่เกิดขึ้นเมื่ออากาศเปลี่ยนแปลง) เปลือกต้นมีรสขมฝาดใช้แก้ท้องเสีย น้ำต้มเปลือกใช้ล้างบาดแผล

     ผักกะเฉด

ชื่ออื่นๆ : ผักรู้นอน, ผักหนอง, ผักหละหนอง, ผักกะเฉดน้ำ

ใบและลำต้นที่แกะนวมออกแล้ว ใช้รับประทานเป็นผัก ใช้ปรุงเป็นอาหาร เช่น แกงส้ม และยำต่างๆ ต้นสดมีโปรตีนสูง  (6.4ก./100 ก.) และมีแคลเซียมสูง (387 มก/100 ก.)

สรรพคุณทางยา : ผักกะเฉดมีรสเย็น ช่วยบรรเทาความร้อน  ใช้ดับพิษร้อนถอนพิษไข้ ถอนพิษยาเบื่อเมา ช่วยบำรุงกระดูก  เนื่องจากมีแคลเซียมค่อนมาก

   

สมุนไพรบำรุงสายตา

ผู้สูงอายุมักมีปัญหาเกี่ยวกับโรคสายตา เช่น ตาฝ้าฝาง เคืองตา และมักจะขาดไวตามินหลายชนิดรวมถึงไวตามินเอ ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับสายตา และการมองเห็น ผู้สูงอายุ จึงควรรับประทานพืชผักต่างๆ ที่มีไวตามินเอ สูง เช่น ยอดแค ใบกะเพรา ใบขี้เหล็ก แครอท ผักเชียงดา ยอดฟักขาว ผักบุ้ง ฟักทอง เป็นต้น

     กะเพรา

ชื่ออื่นๆ : กะเพราขาว, กะเพราแดง, กอมก้อ, กอมก้อดง

ใบกะเพราประกอบด้วยสาารอาหารหลายชนิด เช่น เบต้าแคโรทีน ไวตามินซี ไนอะซิน ฟอสฟอรัส เหล็ก และแคลเซียมในใบกะเพราจะมีเบต้าแคโรทีนสูง (7,857 ไมโครกรัม/100 กรัม) ซึ่งสารนี้จะเปลี่ยนเป็นไวตามินเอในร่างกายของคนเรา  กะเพราแดงมีฤทธิ์แรงกว่ากะเพราขาว ในทางยาจึงนิยมใช้กะเพราแดง ส่วนกะเพราขาวนิยมใช้ปรุงอาหาร ช่วยดับกลิ่นคาว เช่น ใช้ปรุงแกงป่า เนื้อ ปลา และผัดเผ็ดต่างๆ

สรรพคุณทางยา : นอกจากกะเพราจะช่วยบำรุงสายตาแล้ว ยังให้ประโยชน์อื่นๆ อีก ได้แก่

1. ใช้เป็นยาลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้อาการแน่น จุกเสียด แก้ปวดท้องทั้งเด็กและผู้ใหญ่

2. แก้คลื่นไส้อาเจียน จากอายุไม่ปกติ

3. ขับเหงื่อ ขับน้ำนมสำหรับหญิงแม่ลูกอ่อน

4. ช่วยบรรเทาอาการหอบหืด

5. ใช้ภายนอกแก้ กลาก เกลื้อน และช่วยไล่ยุง


ขี้เหล็ก

ชื่ออื่นๆ : ขี้เหล็กบ้าน, ขี้เหล็กหลวง, ขี้เหล็กแก่น, ขี้เหล็กใหญ่, ยะหา

ดอกตูม และใบอ่อนใช้เป็นอาหาร เช่น แกงขี้เหล็ก และลวกเป็นผักจิ้ม ในใบขี้เหล็กมีเบต้าแคโรทีน สูง (7,181 ไมโครกรัม/100 กรัม ) และมีสารสำคัญเป็นมารจำพวกโครโมน ซึ่งสารดังกล่าวจะเปลี่ยนเป็นบาราคอล (barakol)เมื่ออยู่ ในสภาวะที่เป็นกรด และยังพบแอนทราควิโนนเล็กน้อยซึ่งทำให้มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ

สรรพคุณทางยา : นอกจากจะช่วยบำรุงสายตาแล้ว ใบ และ ดอกอ่อนของขี้เหล็กยังใช้เป็นยาระบายอ่อนๆ แก้ท้องผูก ช่วยให้นอนหลับ คลายกังวล ระงับประสาท ส่วนแก่นใช้เป็น  ยาระบาย ฟอกโลหิต และช่วยบำรุงโลหิต
 
แครอท

ชื่ออื่นๆ : ผักกาดหัวเหลือง, ผักชีหัว 

หัว (ราก) แครอทใช้เป็นผักสลัด ผักจิ้ม และใช้ประกอบ อาหารหลายชนิด ในหัวประกอบด้วยเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารส้มเหลืองในปริมาณสูง (6,994 ไมโครกรัม/100 กรัม) ใช้แต่งสีให้อาหารมีสีเหลือง

สรรคุณทางยา : สารเบต้าแคโรทีนจะเปลี่ยนเป็นไวตามิน เอ ภายในร่างกาย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อสายตา โดยเฉพาะโรคตาฟาง นอกจากนี้หัวแครอทยังช่วยขับปัสสาวะ เนื่องจาก มีปริมาณเกลือโปแตสเซียมสูง และยังมีรายงานว่าน้ำมันหอมระเหยในหัวแครอทยังมีฤทธิ์ขับพยาธิไส้เดือนได้อีกด้วย


ผักเซียงดา

ชื่ออื่นๆ : ผักเจียงคา

ยอดอ่อนของผักเซียงดา เป็นผักที่ชาวเหนือนิยมรับประทาน ทั้งในรูปผักสด และนำมาแกงกับปลาแห้ง และใช้เป็นส่วนประกอบในแกงแค ยอดอ่อนของผักเซียงดามีเบต้าแคโรทีน  สูง (5905 ไมโครกรัม/100 กรัม)

สรรพคุณทางยา : ในตำราไทยไม่มีการบันทึกสรรพคุณทางยาของผักเซียงดา ส่วนทางเหนือใช้ใบผักเซียงดาตำละเอียด นำมาพอกกระหม่อมเพื่อรักษาไข้ รักษาหวัด หรือใช้เป็น ส่วนประกอบในตำหรับยาแก้ไข้

ฟักข้าว

ชื่ออื่นๆ : ผักข้าว ขี้กาเครือ พุคู้เด๊าะ 

ฟักข้าวเป็นพืชที่ใช้ยอดอ่อน ใบอ่อน และผลอ่อนรับประทานเป็นผักได้ โดยนำมานึ่งหรือลวกให้สุกทานกับน้ำพริก หรือ นำไปปรุงเป็นแกง เช่น แกงแค ยอดอ่อนของฟักข้าวมีรสขม ออกหวาน มีเบต้าแคโรทีนค่อนข้างมาก (4,782 ไมโคกรัม/100 กรัม) จึงช่วยบำรุงสายตา

สรรพคุณทางยา : ใบใช้เป็นยาถอนพิษ ใช้เป็นส่วนผสมในยาเขียว รากรสเย็น และรสเบื่อเล็กน้อย ใช้ถอนพิษไข้ทั้งปวง


สมุนไพรเพิ่มภูมิต้านทาน

มีพืชผักและผลไม้หลายชนิดที่มีคุณสมบัติเพิ่มภูมิต้านทานโรค จึงมีประโยชน์ในการป้องกันโรคที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันต่ำบางชนิด เช่น เอดส์ มะเร็ง ฯลฯ ผู้สูงอายุส่วนมากร่างกายไม่แข็งแรง มีปัญหาเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันต่ำ จึงควรรับประทาน พืชผักที่มีผลเพิ่มภูมิต้านทาน เพื่อช่วยให้สุขภาพแข็งแรงขึ้น ตัวอย่างสมุนไพรที่มีรายงานว่ามีผลเพิ่มภูมิต้านทานได้ เช่น กระเทียม เห็ดหลินจือ โสม เห็ดหอม  ถั่วเหลือง บัวบก และกะเพรา เป็นต้น

  
 กระเทียม

ชื่ออื่นๆ : หอมเทียม, เทียม, หัวเทียม

หัวกระเทียมสดมีน้ำมันหอมระเหย ซึ่งประกอบด้วยสาร อินทรีย์กำมะถันหลายชนิด เช่น อัลลิซิน ไดอัลลินไดซัลไฟด์ และสารอินทรีย์กำมะถันที่ละลายน้ำได้ เช่น เอสอัลลิลซีสทีอิน  และเอสอัลลินเมอร์คาโตซีสทีอีน เป็นต้น หัว และใบกระเทียม  ใช้เป็นเครื่องเทศ แต่งกลิ่นอาหารหลายชนิด ใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องแกง ใช้เจียวโรยหน้า แต่งกลิ่นอาหารไทยหลายชนิด เช่น แกงจืด สาคูไส้หมู ก๋วยเตี๋ยว เป็นต้น

สรรพคุณทางยา : มีรายงานผลทางวิจัยว่ากระเทียมอาจช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งได้ โดยออกฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และขัดขวางการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง มีรายงานจากประเทศจีน และอิตาลีพบว่าผู้ที่รับประทานกระเทียมเป็นประจำ จะเป็นมะเร็งน้อยกว่าคนที่ไม่รับประทานกระเทียม และยังมีรายงานว่ากระเทียมบ่มสกัดประกอบด้วยสารที่ละลายน้ำ และ    ปราศจากกลิ่นของอนุพันธุ์ของ สารซีสทีอีน คงตัวดีกว่าอัลลิซิน  สารดังกล่าวสามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยยับยั้งการทำงานของสารก่อมะเร็ง การเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งหลายชนิดในสัตว์หลายชนิดในสัตว์ทดลอง จึงมีผลช่วยป้องกัน  และช่วยเสริมการรักษามะเร็ง อีกทั้งช่วยเสริมพฤติกรรมการเรียนรู้ เพิ่มความจำและช่วยลดอาการเครียดในหนูทดลองได้อีกด้วย

สรรพคุณอื่นๆ ของกระเทียมซึ้งเป็นที่รู้จักกันมานาน ได้แก่  ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ ช่วยลด  โคเลสเตอรอลในเลือด ช่วยลดความดันโลหิต และลดน้ำตาลในเลือด