บริการศึกษาเด็กเป็นรายบุคคล วิธีรวบรวมข้อมูล 1. การสังเกต เพื่อดุพฤติกรรมของเด็ก เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการวินิจฉับปัญหา การสังเกตพฤติกรรมของเด็กต้องมีวัตถุประสงค์ในการสังเกต การสังเกตแบ่งออกเป็น 2 ประเภท - การสังเกตอย่างไม่เป็นทางการ การสังเกตตามเวลาหรือโอกาสอำนวยเป็นประจำ - การสังเกตอย่างเป็นทางการ มีการว่างแผนล่วงหน้าว่าจะสังเกตเกี่ยวกับเรื่องอะไร และสังเกตเวลาใด การบันทึกพฤติกรรมของการสังเกตแบ่งออกเป็น 3 วิธี 1. การบันทึกพฤติกรรมแบบพรรณนา 2. การบันทึกพฤติกรรมที่มีระเบียบ 3. การบันทึกพฤติกรรมตรง 2. การสัมภาษณ์ เพื่อให้ทราบถึงสิ่งที่อยากทราบ การสัมภาษณ์เพื่อการแนะแนวแบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ 1. การสัมภาษณ์เพื่อหาความจริง 2. การสัมภาษณ์เพื่อให้คำปรึกษา 3.การสัมภาษณ์เพื่อการรู้จักคุ้นเคย 3. การเขียนอัตชีวประวัติ เป็นการเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับตนเอง โดยให้เล่าประวัติส่วนตัว การเขียนอัตชีวประวัติสามารถใช้ได้กับเด็ก ทุกระดับ การเขียนอัตชีวประวัติมี 2 แบบคือ 1. การกำหนดหัวข้อให้เขียน เป็นวิธีการที่ครูกำหนดหัวข้อให้เขียน อาจตั้งคำถามให้ตอบ 2. การให้เขียนอย่างเสรี เป็นวิธีการที่ผู้แนะแนวให้เด็กเขียนโดยอิสระ สามารถเขียนได้ทุกอย่างตามนึกคิดของตนเอง 4. การใช้มาตราส่วนประมาณค่า โดยวิธีการรวบรวมความรู้สึกต่าง ๆ ของครูที่มีต่อนักเรียน แล้วตัดสินพฤติกรรมอุปนิสัยของเด็ก ส่วนประมาณค่าซึ่งจะมีตั้งแต่เลวมาก ถึงดีมาก ต่ำสุด ถึงสูงสุด มาตราส่วนประมาณค่าที่นิยมใช้มี 4 แบบ คือ 1. แบบให้คะแนน จะใช้ตัวเลขแทนการบอกคุณลักษณะที่ต้องการจะประมาณค่า 2. แบบพรรณนา จะบรรยายคุณลักษณะ ความสูงต่ำ มากน้อยของคุณสมบัติแล้วให้ผู้ประมาณค่าใส่เครื่องหมายที่ช่องว่างหน้าข้อ ความที่ตรงกับความรู้สึกนึกคิดของผู้ประมาณค่า 3. แบบกราฟ ผู้ประมาณค่าจะใส่ลงตามช่องพฤติกรรมที่เหมาะสม เป็นแบบที่นิยมใช้กันมากที่สุด 4. แบบเปรียบเทียบ ใช้เปรียบเทียบค่าของสิ่งที่ได้ประมาณแล้วของเด็กสองคน โดนำเอาลักษณะต่าง ๆ มาเปรียบเทียบกันใน ลักษณะที่เท่ากัน ดีกว่ากัน เลวกว่ากัน มาตราส่วนเปรียบเทียบเป็นวิธีการนำเอาลักษณะหรือพฤติกรรมของบุคคลในกลุ่มมา เปรียบเทียบกัน 5. การออกแบบสอบถาม เพื่อใช้ในการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ จากบุคคลจำนวนมากโดยใช้ระยะเวลาสั้น ๆ และจะได้ข้อมูลจำนวน มากอย่างกว้าง ๆ สามารถประหยัดทั้งเวลา แรงงาน และค่าใช้จ่าย แบบสอบถามทั่ว ๆ ไปมี 3 ลักษณะคือ 1. เป็นแบบสอบถามที่ต้องการทราบเรื่องราวที่เป็นความจริง โดยให้ตอบรับหรือปฏิเสธสั้น ๆ เท่านั้น 2. เป็นแบบสอบถามที่ให้ผู้ตอบเปิดเผยความรู้สึกหรืออารมณ์ส่วนตัว 3. เป็นแบบสอบถามที่ให้ผู้ตอบมีโอกาสตอบอย่างเสรีตามความคิดเห็นของตนเอง 6. สังคมมิติ เป็นเครื่องมือที่ใช้ศึกษาเด็กเป็นรายบุคคล โดยการใช้จัดสถานภาพทางสังคมของเด็ก เพื่อทราบถึงสภาพหรือความ สัมพันธ์ของเด็กที่อยู่สังคมเดียวกัน ทำให้ทราบถึงบุคลิกภาพของเด็กที่มีผลต่อสภาพสังคมรอบ ๆ สังคมมิติคือ วิธีการที่จะศึกษา เกี่ยวกับความสัมพันธ์ เกี่ยวกับสังคมของบุคคลที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันโดยใช้วิธีการถามถึงสภาพความรู้สึกของเด็กแต่ละคนที่มีต่อ เพื่อนร่วมกลุ่มของตน 7. การศึกษาเด็กเป็นรายกรณี เป็นวิธีที่ใช้สำหรับสรุปข้อมูลของบุคคลเป็นราย ๆ ไปถือว่าเป็นวิธีการที่ใช้ในการวิเคราะห์เพื่อแสวงหา ข้อมูลเกี่ยวกับการเสนอผลรวมของบุคลิกภาพ ซึ่งต้องมีการศึกษาประวัติรวบรวมข้อมูลมาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และกระทำต่อ เนื่องทั้งนี้เพื่อช่วยให้บุคคลผู้ประสบปัญหาสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้และจะออกมาในลักษณะของการวิเคราะห์ โดยการตีความหมายของข้อเท็จจริงต่าง ๆ จากข้อมูลที่รวบรวมไว้ในการศึกษารายกรณีต้องดำเนินงานตามขั้นตอนต่อไปนี้ 1. ขั้นตั้งปัญหา โดยการเลือกเด็กที่ต้องการศึกษา 2. ขั้นรวบรวมข้อมูล เก็บรวมรวบข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กเพื่อการศึกษาปัญหาหรือการกระทำ 3. ขั้นวิเคราะห์ข้อมูล การหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อมูลจากแห่งที่เชื่อถือได้ 4. ขั้นตั้งปัญหา เป็นการศึกษาวิธีการที่จะใช้ในการแก้ปัญหาของเด็ก 5. ขั้นติดตามผล เป็นการติดตามผลที่แก้ไขปัญหาไปแล้วได้ผลตามที่ต้องการหรือไม่ เพื่อนำมาแก้ไขปรับปรุงใหม่ 8. ระเบียบพฤติการณ์ เป็นวิธีการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับเด็กอย่างย่อ ๆ ในช่วงเวลาหนึ่งแล้วสรุปผลออกมา สรุปแล้วระเบียบพฤติการณ์เปรียบเสมือนกับการถ่ายภาพการกระทำต่าง ๆ ของเด็กในแต่ละครั้งในแต่ละสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิด ขึ้นออกมาเป็นข้อความบรรยายอย่างชัดเจน 9. พฤติกรรมวรรณา เป็นการรายงานพฤติกรรมเกี่ยวกับทุก ๆ ด้านของนักเรียน เพื่อช่วยให้ครูและผู้แนะแนวมีความเข้าใจเด็กยิ่งขึ้น พฤติกรรมวรรณาแตกต่างกับมาตราส่วนประมาณค่า และระเบียบพฤติการณ์ พฤติกรรมวรรณาจะช่วยสนับสนุนข้อมูลที่ได้จาก มาตราสาวนประมาณค่าและระเบียบพฤติการณ์ซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมจะจัดแยกกันไว้เป็นหมวด ๆ 10. ระเบียบสะสม เป็นการบันทึกข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวเลขตั้งแต่เริ่มเข้เรียนจนกระทั่งออกจากโรงเรียนจนออกจากโรงเรียน ระเบียบ สะสมจะมีข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลขดังนี้ คือ 1. ข้อมูลส่วนตัว 2. ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ 3. ข้อมูลเกี่ยวกับการเรียน 4. ข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาบุคลิกภาพ 5. ข้อมูลเกี่ยวกับผลของการทดสอบ 6. ข้อมูลเกี่ยวกับการเข้าร่วมกิจกรรม 7. ข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาและอาชีพ 8. ข้อมูลเกี่ยวกับการปรับตัวเข้ากับสังคม 9. ข้อมูลเกี่ยวกับระเบียบพฤติการณ์ ระเบียบสะสมแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ 1. ชนิดใส่ซอง โดยข้อมูลของนักเรียนแต่ละคนจะแยกกรองลงในแผ่นระเบียบเป็นแต่ละชนิดไป 2. ชนิดพับ โดยข้อมูลทั้งหมดจะกรอกในกระดาษแผ่นเดียวแล้วพับ เป็นแบบที่นิยมกันมากในโรงเรียน 11.การไปเยี่ยมบ้าน เป็นวิธีที่ครูเดินทางไปเยี่ยมนักเรียนเพื่อพบปะปรึกษาหารือกับผู้ปกครอง เพื่อช่วยให้ครูเข้าใจนักเรียนอย่างลึกซึ้ง เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขปัญหา โดยครูจะได้ทราบเรื่องราวของนักเรียนจากผู้ปกครองเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเป็นข้อมูลที่ใช้ในการ แก้ไขปัญหาได้ หลักในการไปเยี่ยมบ้าน 1. ก่อนไปเยี่ยมบ้าน ครูต้องทราบประวัติส่วนตัวของนักเรียนอย่างดีเสียก่อน 2. ควรติดต่อให้ผู้ปกครองทราบล่วงหน้าก่อน 3. ไม่ควรไปบ่อย หรือไปแต่ละครั้งแล้วอยู่นาน ๆ 4. เพื่อหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาพภายในบ้าน ฐานะและเศรษฐกิจของครอบครัว ความสัมพันธ์ของบุคคลภายในครอบครัว ความสนใจของครอบครัว รวมทั้งสภาพแวดล้อมรอบ ๆ บ้าน 5. ครูต้องมีกลวิธีในการสัมภาษณ์อย่างดี 6. ครูต้องปรับตัวเข้ากับผู้ปกครองได้อย่างดี 7. บุคคลที่ทำหน้าที่ต้องทำด้วยความสมัครใจไม่ใช่ฝืนใจทำ 8. พยายามสร้างความประทับใจต่อผู้ปกครอง 9. ต้องกลับมาจดบันทึกทุกครั้งจะได้ข้อมูลที่ถูกต้อง เมื่อสงสัยจะได้อ่านดู 12. กลวิธีระบายความในใจ คือวิธีการทดสอบบุคลิกภาพของเด็ก โดยให้เด็กได้แสดงความรู้สึกออกมาโดยใช้เครื่องเร้ากระตุ้นแล้วนำ ไปตีความหมายอีกครั้งหนึ่ง กลวิธีระบายความในใจอยู่ 2 ชนิดคือ 1. แบบทดสอบการใช้หยดหมึกของรอส์ชาช โดยให้ผู้รับทดลองดูภาพจากหยดหมึกจำนวน 10 ภาพ แล้วให้แสดงความนึกคิดว่า เห็นอะไรจากภาพเล่านั้น แล้วนำมาวิเคราะห์ 2. แบบทดสอบของการดูภาพที่ไม่มีคำอธิบาย เป็นการตรวจดูภาพโดยให้ดูจากรูปภาพไม่มีคำอธิบาย แบ่งออกได้หลายวิธีดังนี้ 2.1 แบบทดสอบให้บอกสิ่งที่เห็นจากภาพ 2.2 แบบทดสอบการแสดงปฏิกิริยาระหว่างเด็กและผู้ใหญ่ 2.3 ข้อทดสอบเด็ก 2.4 ข้อทดสอบการเล่าเหตุการณ์จากรูปภาพ 2.5 ข้อสอบเทคนิคเกี่ยวกับการเล่น 13. การใช้แบบสำรวจปัญหา การใช้แบบสำรวจปัญหา เป็นวิธีสำรวจปัญหาของเด็ก ดูว่าเด็กมีปัญหาอะไรบ้าง ผู้ดำเนินการจะต้องรวบ รวมปัญหาไว้มาก ๆ แล้วนำปัญหาเหล่านั้นมาเขียนข้อความที่สละสลวย การสำรวจปัญหาจะต้องช่วยให้เข้าใจถึงปัญหาของนัก เรียนเพื่อนำไปจัดการแก้ไขต่อไป 14. การทดสอบ เป็นเครื่องมือที่ใช้วัดสติปัญญา ความถนัด ความสนใจ บุคลิกภาพ ทัศนคติ เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดลักษณะที่แท้จริง ของนักเรียน เพื่อทำให้เข้าใจนักเรียนได้ดียิ่งขึ้น การใช้แบบทดสอบต้องระวังความผิดพลาด ข้อทดสอบต้องมาตรฐานเที่ยงตรง เชื่อถือได้ การนำข้อทดสอบมาใช้ต้องแน่ใจ ว่า สามารถใช้ได้ผล การใช้ข้อทดสอบศึกษาเด็กเป็นรายบุคคล ควรใช้ภายหลังวิธีอื่น ๆ ชนิดของข้อทดสอบที่ใช้ในการแนะแนวที่สำคัญ ๆ มีดังนี้ 1. ข้อทดสอบใช้วัดสติปัญญา 2. ข้อทดสอบวัดความถนัดตามธรรมชาติ 3. ข้อทดสอบวัดความสนใจ 4. ข้อทดสอบวัดความสัมฤทธิ์ 5. ข้อทดสอบเกี่ยวกับการปรับตัว 6. ข้อทดสอบวัดบุคลิกภาพ 5 บริการแนะแนว >>