ลูกปัด ( BEADS )

ลูกปัด ในความหมายทางโบราณคดี หมายถึง วัตถุต่างๆที่เจาะรู สามารถนำมาร้อยได้ เช่น ลูกปัดหิน ลูกปัดดิน ลูกปัดแก้ว ลูกปัดที่ทำมาจากกระดูก เปลือกหอย หรือ ลูกปัดที่ทำมาจากโลหะอื่นๆเช่น ทอง ดีบุก สัมฤทธิ์ เป็นต้น

ลูกปัดโบราณที่พบในภาคใต้นั้น เป็นลูกปัดที่มีมาตั้งแต่อดีตกาลก่อนยุคทวารวดี ยุคศรีวิชัย มีหลายท่านเคยถามว่า ลูกปัดเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ? เกิดขึ้นที่ใด ? คำตอบที่แน่นอนนั้นก็ยังตอบไม่ได้ตายตัวนัก เพราะว่าหลักฐานยังน้อยมาก แต่ก็พอจะสันนิฐานได้ว้า ลูกปัดเกิดขึ้นมานานราวๆ 4,000 ปีมาแล้ว ซึ่งในยุคแรกๆนั้น ลูกปัดจะทำมาจาก กระดูก ฟัน เขี้ยวและพวกเปลือกหอย ซึ่งลูกปัดเหล่านี้พอจะพบหลักฐานได้บ้างจากถ้ำกระเบื้อง อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี ในเวลาต่อมาก็เริมการทำลูกปัดจากหิน และพัฒนามาเป็นแก้ว

ลูกปัดโบราณในภาคใต้ที่พบได้นั้น คือลูกปัดที่เป็นหลักฐานทางโบราณคดีมีมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ สมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ ซึ่งพบจากแหล่งโบราณคดีของภาคใต้ดังนี้

 

 

1.       แหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ พบลูกปัดที่ทำจากวัตถุดิบที่เป็นเปลือกหอย แร่
ประกอบหินตระกูลควอตซ์ อำพัน แหล่งที่พบได้แก่


- ถ้ำเบื้องแบบ หมู่ที่ 3 บ้านเบื้องแบบ ต.บ้านทำเนียบ อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี
- ถ้ำปากอม หมูที่ 4 บ้านป่ากอม ต. เขาพัง อ.บ้านตาขุน จ.สุราษฎร์ธานี
- ถ้ำเขาขี้ชัน หมู่ที่ 3 บ้านคลองหิน ต.พรุไทย อ.บ้านตาขุน จ.สุราษฎร์ธานี
- ถ้ำแห้งบางเหียน หมู่ที่ 6 บ้านบางเหียน ต.ปลายพระยา อ.ปลายพระยา จ.กระบี่
- ถ้ำเขาหินตก บ้านหินตก ต.เสาธง อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช
- ถ้ำเขาสามบาท หมู่ที่ 4 ต.นาตาล่วง อ.เมืองตรัง จ.ตรัง

2. แหล่งโบราณคดีสมัยเริ่มแรกประวัติศาสตร์ พบลูกปัดที่ทำด้วยวัตถุดิบต่างๆตั้งแต่

กระดูกสัตว์ หิน- แร่ประกอบหิน ดินเผา แก้วน้ำเคลือบ แก้ว ทอง เหล็ก ตะกั่ว แหล่งที่ขุดพิได้แก่

- ชุมชนโบราณเขาสามแก้ว หมู่ที่ 1 และ หมู่ที่ 3 บ้านบางลึก ต.บางลึก อ.เมืองชุมพร จ.ชุมพร
- ชุมชนโบราณเขาสามแก้ว หมู่ที่ 1 บ้านสามแก้ว ต.นาชะอัง อ.เมืองชุมพร จ.ชุมพร
- ชุมชนโบราณท่าชนะ(บ้านท่าม่วง) หมู่ที่ 7 บ้านท่าม่วง ต.วัง อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี
- ชุมชนโบราณไชยา (วัดเวียง) ต.ตลาดไชยา อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี
- ชุมชนโบราณไชยา (แหลมโพธิ์) ต.พุมเรียง อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี
- ชุมชนโบราณพุนพิน(เขาศรีวิชัย) หมู่ที่ 7 บ้านหัวเขา ต.เขาศรีวิชัย อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี
- ชุมชนโบราณพุนพิน (ควนพุนพิน) เขตสุขาภิบาลท่าข้าม ต.ท่าข้าม อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี

- ชุมชนโบราณตะกั่วป่า (เหมืองทอง) หมู่ที่ 3 บ้านทุ่งตึก ต.เกาะคอเขา อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา
- แหล่งโบราณคดีวัดบ้านเตรียม วัดบ้านเตรียม ต.คุระ อ.คุระบุรี จ.พังงา
-ชุมชนโบราณบ้านคลองท่อม หมู่ที่ 2 บ้านควนลูกปัด ต.คลองท่อมใต้ อ.คลองท่อม จ.กระบี่
- ชุมชนโบราณบ้านท่าเรือ บ้านท่าเรือ บ้านพังสิงห์ บ้านเกตุกาย ต.ท่าเรือ อ.เมืองจ.นครศรีธรรมราช
- ชุมชนโบราณสทิงพระ หมู่ที่ 1 บ้านในไร่หรือบ้านพังเภา ต.จะทิ้งพระ อ.สทิงพระ จ.สงขลา
- ชุมชนโบราณสทิงพระ หมู่ที่ 5 บ้านจะทิ้งพระ ต.จะทิ้งพระ อ.สทิงพระ จ.สงขลา
- ชุมชนโบราณยะรัง บ้านประแว ต.วัด อ.ยะรัง จ.ปัตตานี


3 .แหล่งโบราณคดีที่พบหลักฐานอื่นๆ พร้อมทั้งลูกปัด เป็นวัตถุโบราณหลากหลายสมัย ปะปนอยู่ในแหล่งเดียวกัน ซึ่งอาจจะยังไม่สามารถแยกได้ว่าอยู่ในยุคสมัยใด แหล่งเหล่านี้ได้แก่


- แหล่งโบราณคดีคลองหยีและปลายแสงอ.บ้านตาขุน จ.สุราษฎร์ธานี
- แหล่งโบราณคดีคลองลาวหมู่ที่ 1 บ้านนาเหนือ ต.นาเหนือ อ.อ่าวลึก จ.กระบี่
- แหล่งโบราณคดีถ้ำพรรณราหมู่ที่ 2 ต.ถ้ำพรรณรา อ.ถ้ำพรรณรา จ.นครศรีธรรมราช
- แหล่งโบราณคดีถ้ำเขาทะลุ บ้านเขาทะลุ อ.สวี จ.ชุมพร
- แหล่งโบราณคดีภูเขาทอง จ.ระนอง

 

 

ในสมัยโบราณการใช้สอยลูกปัด พอจะแยกได้ดังนี้

1. ใช้เป็นเครื่องประดับ โดยร้อยเชือกหรือว้สดุอื่นๆ ร้อบเป็นพวงติดกันผูกไว้ที่ข้อมือ
เป็นสายพันรอบเอว และร้อยคล้องคอ เจาะติดจมูก ใส่เป็นต่างหู พันไว้รอบศีรษะ ร้อยไว้รอบผม แล้วแต่ความนิยมของแต่ละท้องถิ่น และบางครั้งใช้เป็นเครื่องบอกฐานะทางสังคม

2. ใช้เป็นเครื่องรางของขลัง บางครั้งใช้ประกอบพิธีกรรมเพราะในความหมายของคำว่า
ลูกปัดในภาษาไทยอาจหมายถึง ปัดรังควาน หรือ ปัดเสนียด จัญไร หรือสิ่งชั่วร้าย เมื่อเทียบกับความหมายในภาษาอังกฤษ คำว่า BEAD มาจากคำว่า BEDE ในสมัยกลางแปลว่า การสวดมนต์ ซึ่งน่าจะเกี่ยวกับพิธีกรรมนั้นเอง

3. ใช้เป็นเครื่องมือในการรักษาโรคบางอย่างได้ ในทวีปยุโรป เชื่อกันว่าลูดปัดช่วยถนอม
สายตา ลูกปัดอำพันใช้แก้โรคปวดท้องได้

4.ใช้แทนเงินตรา ในการแลกเปลี่ยนทางการค้าเพราะลูกปัดมีขนาดที่เหมาะสม ง่ายต่อ
การนำติดตังไปยังที่ต่างๆ เพื่อการแลกเปลี่ยนสินค้าในทวีปเอเซีย ยุโรป และแอฟริกา พบลูกปัดจำนวนมากอยู่ร่วมกับสินค้าอื่นๆ โดยเฉพาะในยุคที่มนุษย์เริ่มมีความสัมพันธ์ทางการค้า

 

 

วัตถุดิบที่ใช้ทำลูกปัดโบราณ จากหลักฐานที่มีข้อมูลพอจะแยกได้ดังนี้

1. กระดูก เปลือกหอย ซึ่งรวมทั้ง เขา งา ปะการัง เขี้ยว และฟัน เปลือกหอย จัดได้ว่าจัดได้ว่าเป็นวัตถุดิบที่เก่าแก่ ซึ่งคนภาคใต้ในสมัยโบราณรู้จักนำมาทำเป็นเครื่องประดับและลูกปัด โดยนำเปลือกหอยมาขัดฝน เจาะรู เพื่อใช้ร้อยประดับ พบในแหล่งโบราณคดีเช่น ถ้ำเขาหินตก ถ้ำสุวรรณคูหา ถ้ำปากอม และถ้ำเบื้องแบบส่วนกระดูก ฟัน เขี้ยว และเขาสัตว์ มีการพบร่องรอยการขัดฝนทำเป็นเครื่องประดับในรูปของจี้ ห้อยแขวน หรือลูกปัดทรงกระบอก ที่พบหลักฐานในแหล่งโบราณคดีชุมชนโบราณพุนพิน (เขาศรีวิชัย) เครื่องประดับที่ทำด้วยงาช้างพบที่ชุมชนโบราณคลองท่อม ปะการังพบที่ชุมชนโบราณสทิงพระ โดยนำมาตัดเป็นแท่งๆ แต่ยังไม่พบหลักฐานการนำมาใช้เป็นเครื่องประดับ

2. หิน-แร่ประกอบหิน ตามหลักฐานจากแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในภาคใต้ พบว่ามีการใช้หินเป็นวัตถุดิบในการทำเครื่องประดับ มี 2 รูปแบบคือ นำมาขัดฝนเป็นกำไล และเม็ดลูกปัด หินที่ใช้ทำมักจะเป็นหินสีเทาดำที่ง่ายต่อการขัดฝน เช่น หินแอนดิไซด์ หินชนวน หินดินดาน และ แร่ประกอบหินตระกูลควอตซ์ สีขาวขุ่น รวมทั้งอำพัน และชาร์ต เมื่อมาถึงสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ มีแร่ประกอบหินที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบอีกหลายชนิด เช่น พลอย ทับทิม อำพัน
แก้วตาแมว ที่มีในชุมชน ส่วนหินคาร์เนเลี่ยนและควอตซ์แก้วผลึก เป็นวัตถุดิบที่นำมาจากดินแดนอื่นเช่นอินเดีย ยังมีหิน-แร่ประกิบหินเช่นพวกพลอยม่วงหรืออะเมทิสต์ ควอตซ์ที่มีลายในเนื้อ เช่น อะเกตหรือโอนิกซ์แร่ประกอบหินสีเขียว เช่น เพรส เนไฟรต์ เซอร์เพนทีน ควอตซ์สีน้ำผึ้ง เช่น ซิทรีน ควอตซ์เนื้อละเอียด แจสเพอร์เนื้อสีแดง โอปอเนื้อวาวแบบเทียนไข หรือยางสน และออบซิเดี่ยน
คล้ายแก้วสีดำ วัตถุดิบที่เป็นหิน-แร่ประกอบหิน ใช้ทำเครื่องประดับในสมัยแรกเริ่มในรูปแบบต่างๆ เช่น กำไล หัวแหวน ตุ้มหู แหวน หรือ จี้สำหรับห้อยคอ แต่ที่พบมากที่สุด คือ ลูกปัด

3. ดินเผา แก้วหลอม ดินเผาที่ใช้ทำเครื่องประดับของคนโบราณในภาคใต้ พบหลักฐานน้อยมาก
ส่วนใหญ่ จะพบเป๋นวุตถุขนาดเล็กๆ เช่น ลูกกระสุน แว และ ตุ้มถ่วงแห เป็นส่วนมาก มักจะเป็นดินเนื้อละเอียดและเผาแกร่ง ส่วนลูกปัดแก้วหลอม ทำเป็นเครื่องประดับในรูปแบบ กำไล ตุ้มหู แหวน หัวแหวน จี้
และลูกปัด สามารถทำลูกปัดให้มีสีและลวดลายต่างๆคล้ายเนื้อหิน และลวดลายใหม่ๆขึ้นอีกด้วย

4. โลหะหลอม เครื่องประดับที่ทำจากโลหะหลอมทำมาจาก ทอง ทองแดง เงิน ตะกั่ว ดีบุก เหล็กรวมถึงโลหะผสมอีกชนิดหนึ่งคือ สำริด ลูกปัดที่ทำจากทอง พบในหลายแหล่งโบราณในภาคใต้ เช่น
แหล่งชุมชนโบราณคลองท่อม,แหล่งชุมชนโบราณท่าชนะ,แหล่งชุมชนโบราณสามแก้ว,แหล่งชุมชนตะกั่วป่า
แหล่งชุมชนโบราณไชยาฯลฯ เครื่องประดับทำด้วยทองที่พบอยู่ในรูปแบบของแหวน จี้ ตุ้มหู และ เม็ดลูกปัด
ส่วนเงินพบน้อยมาก ตะกั่วและสำริด เป็นโลหะที่นิยมมาทำเป็นเครื่องประดับในรูปแบบของตุ้มหู แหวน
ลูกปัด และ ลูกกระพรวน นอกจากนี้ยังพบแม่พิมพ์หินทราย สำหรับหล่อตุ้มหูสำริดด้วย ส่วนเหล็กที่ทำเป็นเครื่องประดับพบจากแหล่งชุมชนโบราณท่าเรือเรียกว่า ลูกปัดฮีมาไทต์รูปทรงกระบอก
_________________

 

 

 

เทคนิคการทำลูกปัดแก้วในสมัยโบราณ พอจะแยกได้ดังนี้

1.วิธีพัน การทำลูกปัดวิธีพัน ทำโดยการนำแท่งแก้วมาลนไฟที่ส่วนปลายจนเหลวตัวแล้วนำไปพันรอบแกนเส้นโลหะเหล็กหรือทองแดง เมื่อพันรอบแล้วก็ตัดส่วนที่เกินออกแล้วนำแกนเส้นลวดที่พันแก้วทับอยู่ไปลนไฟอีกทีโดยหมุนไปรอบๆจนกว่าผิวแก้วที่เป็นรอบต่อนั้นจะเสมอกัน ซึ่งในเส้นลวดเส้นหนึ่งอาจจะนำแก้วเหลวมาพันรอบๆหลายๆลูกก็ได้ หลังจากนำไปลนไฟจนได้ที่แล้วก็นำมาปล่อยวาให้เย็น แกนเส้นลวดก็จะหดตัวมากกว่าตัวแก้ว ซึ่งจะทำให้ลูกปัดที่ติดอยู่ออกง่าย และลูกปัดก็จะมีความกว้างเท่ากับแกนเส้นลวดนั้นๆ

2. วิธียืด การทำลูกปัดแก้วแบบยืด ทำโดยการนำก้อนแก้วที่เข้าเผาจนร้อนแดงออกมาโดยใช้แท่งเหล็กจิ้มออกมา จากนั้นนำแท่งเหล็กอีกแท่งหนึ่งมาจิ้มที่ก้นแก้วจนร้อนนั้นแล้วจึงตัดก้อนแก้วนั้นให้เป็นรูปกรวยหรือพันให้เป็นรูปกลม โดยให้มีช่องที่ติดฟองอากาศขนาดใหญ่อยู่ภายใน ยืดก้อนแก้วออกเป็นหลอดยาว แล้วตัดออกเป็นชิ้นเล็กๆตามต้องการโดยไม่ต้องเจาะรู เพราะช่องฟองอากาศก็เป็นรูลูกปัดอยู่แล้ว และปล่อยให้เย็น ลูกปัดก็จะแข็งตัวขึ้น ที่ขอบรอบรูลูกปัดยังมีความคมอยู่ก็ปัดให้ลบคม การขัดขอบรอบรูลูกปัดด้วยวิธีง่ายๆและรวดเร็วคือ การนำลูกปัดจำนวนมากใส่ลงในถังกลมที่ผสมทรายหยาบ แล้วหมุนถังไปรอบๆเพื่อให้ตัวเม็ดทรายทำหน้าที่ขัดผิวแก้ว ที่คมของลูกปัดให้เสมอกัน แต่ถ้าหมุนถังนานๆก็อาจจะทำให้รูปร่างของลูกปัดเปลี่ยนแปลงไปได้ กรรมวิธีทำลูกปัดแบบยืดนี้อาจเพิ่มเติมสีสันลวดลายได้คือ นำเส้นแก้วที่ยังอ่อนตัวจากความร้อนมาวาทาบบนก้อนแก้ว โดยวางสลับสีกันแล้วยืดออก ก็จะได้หลอดแก้วที่มีลายเป็นเส้นยาวตามสีที่วางไว้ ลูกปัดที่สลับสีแบบนี้เรียกว่า Striped Bead แต่ถ้าหากนำมาพันทับกันเป็นชั้นๆ เช่น ทาบกัน
5 ชั้นหรือ 6 ชั้น ชั้นละสี เมื่อยืดออกแล้วนำไปตัดก็จะได้ ลูกปัดที่มีสีสลับกันเรียกว่า โรเซทท์ (Rosette)

3. วิธีพับ การทำลูกปัดแก้วแบบนี้ ทำโดยการนำแท่งแก้วที่ยาวและแบนมาลนไฟให้อ่อนตัว แล้วนำมาพันรอบแกนเส้นลวดเหมือนกันกับแบบพัน โดยจะเห็นรอยต่อตรงที่พับชนกันจะเป็นเส้นขนานกับรูลูกปัด ลูกปัดแบบพับนี้จะพบที่ประเทศอียิปต์และประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นลูกปัดเมื่อราว 2,000ปีมาแล้ว

4. วิธีกด การทำลูกปัดแก้วแบบนี้ ทำได้ในขณะที่แก้วยังอ่อนตัว ซึ่งสามารถทำลูกปัดรูปร่างต่างๆได้ทั้ง สี่เหลี่ยม กลม กลมแบน แบนขอบหยัก หกเหลี่ยม หรือ แปดเหลี่ยมเป็นต้น

5. วิธีขดให้เป็นเกลียว วิธีนี้พบครั้งแรกเนแบบของอียิปต์โบราณและของโรมัน โดยนำแท่งแก้วที่กำลังอ่อนตัวมาพันรอบๆแกนเส้นลวด โดยขอให้เป็นเกลี่ยวแล้วตัดออกเป็นชิ้นเล็กๆ

6. วิธีหยอดและใช้มือเจาะรู การทำวิธีนี้ ทำโดยหยอดแก้วหลอมจากแท่งแก้วลงบนจานดินเผาเป็นเม็ดๆ แล้วใช้ตะปู ลวด หรือของแหลม เจาะรูลงไปในขณะที่หยอดแก้วยังอ่อนตัวอยู่ ซึ่งจะพบมากในอินเดีย

7. วิธีอบ วิธีนี้ทำโดยเอาแก้วสีมาบดให้เป็นผง อาจจะใช้ขวดแก้วสีต่างๆที่แตกแล้วมาบดก็ได้ วิธีทำคล้ายการทำลูกปัด Faience ของอียิปต์โบราณ โดยการนำเอาแท่งไม้ที่มีความกว้างของเส้นผ่าศูนย์กลางราว
1 กระเบียด เจาะรูเข้าไปในก้อนดินเหนียวประมาณครึ่งนิ้วแล้วนำกิ่งไม้ขนาดเท่าก้านไม้ขีดกดลงไปตรงกลางของรูที่เจาะครั้งแรก แล้วเทผงแก้วสีต่างๆลงไปในรู สลับสีตามความต้องการ จากนั้นนำเอาก้อนดินเหนียวไปอบในกลางแจ้ง จะทำให้ผงแก้วละลาย และปล่อยทิ้งไว้ให้แก้วเย็นและแข็งตัว ก้านไม้ตรงกลางจะหลุดออกเป็นรูลูกปัด
_________________

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สีของลูกปัดโบราณภาคใต้

ลูกปัดแก้ว ที่ใช้ทำลูกปัดในภาคใต้ มลูกปัดแก้วหลากหลายสีมีทั้งสีอ่อนและเข้ม สีทึบแสงและโปร่งแสง เช่น สีส้ม,สีแดง,สีขาวขุ่น,สีน้ำตาล,สีอิฐ,สีดำ,สีเหลือง,สีฟ้า,สีน้ำเงิน,สีเขียว,สีม่วง,สีน้ำเงินม่วง และไม่มีสี ลูกปัดแก้วสีที่พบในภาคใต้มีหลากหลายขนาดแต่ที่พบมากที่สุดก็ขนาดประมาณครึ่งเซนติเมตรเพราะกรรมวิธีในการผลิตที่รวดเร็วและง่ายนั้นเอง นอกจากนี้แล้วยังมีลูกปัดแก้วที่มีตา,ลูกปัดแก้วหน้าคล้ายคนด้วย สีของลูกปัดนั้นมาจากส่วนผสมของพวก ออกไซด์ ของโลหะต่างๆกับแก้ว ซึ่งจะได้สีต่างๆกัน เช่นสีเหลือง(หล็ก),สีเขียว(โครเมี่ยม),สีน้ำเงิน,สีฟ้า(โคบอลต์),สีม่วง(นิเกิล),สีแดง(ทองแดง),สีขาวขุ่น(ดีบุก),สีดำ(ขี้เหล็ก) เป็นต้น

ลูกปัดดิน ส่วนมากมีสีดินธรรมชาติ เช่น ดินเผาสีเทาเกือบดำ สีน้ำตาล อยู่ที่อุณหภูมิในการเผาเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งพบไม่มากนัก

ลูกปัดหิน-แร่ประกอบหิน มีสีที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับชนิดของหินที่นำมาใช้ทำลูกปัด เช่น

..........-ลูกปัดที่ทำมาจากหินคาร์เนเลี่ยน(Carnelian) มีสีส้มหรือออกแดงเข้ม

..........-ลูกปัดที่ทำมาจากหินอะเมทิสต์(Amethyst) มีสีม่วง

..........-ลูกปัดที่ทำมาจากหินเขี้ยวหนุมาน(Rock crystal) มีสีขาวใสคล้ายแก้ว

..........-ลูกปัดทีทำมาจากหินซาร์ด(Sard) มีสีแดงสดใสคล้ายหินคาร์เนเลี่ยนมีลายทางแนวเดียวกับลูกปัด

..........-ลูกปัดที่ทำมาจากหินโมรา(Agate) มีสีขาว-ดำ และมีลายในเนื้อ

..........-ลูกปัดที่ทำมาจากนิล(Bery) มีสีดำ

..........-ลูกปัดที่ทำมาจากหินโอปอล(Opal) มีสีขาวขุ่นมันวาว

..........-ลูกปัดที่ทำมาจาดหินโอนิกซ์(Onyx) คือควอตซ์ที่มีลายเป็นทางแนวเดียวกับลูกปัด

..........-ลูกปัดที่ทำมาจากหยก . เพรส มีเขียวทั้งอ่อนและเข้ม

..........-ลูกปัดที่ทำมาจากบลูควอตซ์ มีสีฟ้าใสๆ

..........-ลูกปัดที่ทำมาจากบุศราคำ มีสีเหลือง

..........-ลูกปัดที่ทำมาจากโกเมน มีสีม่วงเข้มออกแดงดำ(แดงเข้ม)

..........-ลูกปัดหิน-แร่ประกอบหิน ที่มีลักษณะการตกแต่งด้วยเส้นสี(Etched beads)ทั้งลายเส้น วงกลม และลายสวัสดิกะ ที่พบในภาคใต้ ทำโดยการนำเอาด่างโปแตช ตะกั่วขาว และน้ำยางจากไม้พุ่มกิรารมาผสมกันลัวใช้เหล็กแหลมจุ่มน้ำยา เอามาเขียนลวดลายลงบนผิวหินที่ขุดร่องไว้ แล้วค่อยนำไปเผาไฟ เมื่อลูกปัดเย็นลงก็จะมีลวดลายที่เขียนไว้ติดแน่นล้างไม่ออก ลูกปัดแบบนี้ส่วนมากเป็นสินค้านำเข้ามาจากประเทศอินเดีย ซึ่งมีการขุดพบได้จากแหล่งชุมชนโบราณท่าชนะ ชุมชนโบราณพุนพิน ชุมชนโบราณเขาสามแก้ว ชุมชนโบราณคลองท่อม เป็นต้น
_________________

 

 

ลูกปัดที่ขุดพบได้ใน จ.สุราษฎร์ธานีจะมีความสัมพันธ์กับจังหวัดใกล้เคียงดังนี้

..........- ลูกปัดโบราณที่ขุดพบที่ชุมชนโบราณพุนพิน(เขาศรีวิชัย) จ.สุราษฎร์ธานี ลักษณะของลูกปัดส่วนใหญ่จะคล้ายๆกับลูกปัดโบราณที่ขุดพบที่ชุมชนโบราณคลองท่อม จ.กระบี่

..........- ลูกปัดโบราณที่ขุดพบที่ชุมชนโบราณแหลมโพธิ์(ไชยา) จ.สุราษฎร์ธานี ลักษณะของลูกปัดส่วนใหญ่จะคล้ายๆกับลูกปัดโบราณที่ขุดพบที่ชุมชนโบราณตะกั่วป่า จ.พังงา

..........- ลูกปัดโบราณที่ขุดพบที่ชุมชนโบราณท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี ลักษณะของลูกปัดส่วนใหญ่จะคล้ายๆกับลูกปัดที่ขุดพบที่ชุมชนโบราณเข่าสามแก้ว จ.ชุมพร จึงสัญนิฐานว่าได้มีการติดต่อค้าขาย-แลกเปลี่ยนสินค้ากันมานานตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งลูกปัดที่ขุดพบดูได้ว่าเก่าโบราณถึงยุคแต่อาจจะบอกที่มาได้ยากเหมือนกันถ้ามาวางรวมๆคละๆกัน

 

 

 

แหล่งโบราณทั้ง 3 นี้ ได้มีการกำหนดอายุด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ ด้วยการนำตัวอย่างถ่านกระดูกสัตว์และมนุษย์ทดสอบด้วยวิธีเรดิโอคาร์บอน ผลปรากฎว่ามีอายุประมาณ 4,700-6,500ปีมาแล้ว และมีวัฒนธรรมอยู่ในยุคหินกลางคือเป็นคนที่ใช้ถ้ำ การพบเปลือกหอยทะเลในถ้ำ แสดงให้เห็นว่ามีการติดต่อกับชุมชนที่อยู่ใกล้ทะเลหรือเดินทางไปมาได้ระหว่างฝั่งทะเลตะวันตก และทะเลตะวันออก ซึ่งเป็นปากน้ำลำคลองหลายสายที่ไหลจาก
ป่าเขาตอนกลางลงสู่ทะเล เส้นทางดังกล่าวได้แก่

..........1. เส้นทางสายตะกั่วป่า-อ่าวบ้านดอน เป็นเส้นทางที่อาศัยการล่องเรือมาตามลำน้ำตะกั่วป่า อ.ตะกั่วป่าจ.พังงา ทางฝั่งทะเลตะวันตก แล้วเดินทางบกข้ามเขาสก มาลงคลองสก อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งไหลลงสู่ แม่น้ำพุมดวง อ.คีรีรัฐนิคม ล่องเรือมาบรรจบแม่น้ำตาปีที่ อ.พุนพิน แล้วลงสู่ทะเลอ่าวบ้านดอน

..........2. เส้นทางสายปากคลองลาว-อ่าวบ้านดอน เส้นทางนี้เรียกว่าเส้นทางสายปากพนม โดยเริ่มต้นจาก
ปากคลองลาว อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ ทางฝั่งทะเลตะวันตกแล้วเดินทางบกผ่านเขา ต่อเข้ามายังบ้านปากพนมอันเป็นจุดรวมของคลองสกและคลองพนม เดินทางต่อไปทางแม่น้ำพุมดวง โดยผ่าน บ้านพังกา บ้านยางยวน และ บ้านตาขุน อ.บ้านตาขุน ออกสู่ทะเลที่อ่าวบ้านดอน
..........


..........3. เส้นทางสายคลองปะกาไส