การสอนแบบโครงการ (The Project Approach)

ความเป็นมา

          นักการศึกษาปฐมวัยส่วนมากกล่าวถึงการใช้โครงการกับเด็กบางคนแนะนําว่าการสอนแบบโครงการเป็นวิธีการหนึ่งในหลายวิธีที่สามารถส่งเสริมให้เด็กรู้จักตัดสินใจ เห็นผลการกระทําที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม และเด็กจะมีประสบการณ์จากการปฏิสัมพันธ์กับบุคคล วัตถสิ่งของและสิ่งแวดล้อม

          การสอนแบบโครงการมีมานานแล้วมิใช่เป็นเรื่องใหม่ในการศึกษา แต่กลับมาได้รับความสนใจอย่างมากในประเทศสหรัฐอเมริกาและอีกหลายประเทศ ทั้งนี้เนื่องมาจากผลการวิจัยที่ทําให้เข้าใจยิ่งขึ้นว่าเด็กเรียนรู้อย่างไร และความจําเป็นที่จะต้องพัฒนาทักษะการคิดแก่ปัญหาของเด็กเพื่อให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงที่ท้าทายของสังคม เทคโนโลยี รวมทั้งแนวโน้มของหลักสูตรแบบบูรณาการ และรายงานความประทับใจของนักการศึกษา รวมทั้งบรรดาครู อาจารย์ที่ได้ไปเห็นเด็กในโรงเรียนก่อนประถมศึกษาของเมืองเรกจิโอ เอมิเลีย (Reggio Emilia) ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี (Katz, 1994)

หลักการ

          โครงการ คือการสืบค้นหาข้อมูลอย่างลึกตามหัวเรื่องที่เด็กสนใจควรแก่การเรียนรู้ โดยปกติการสืบค้นจะทําโดยเด็กกลุ่มเล็กๆ ที่อยู่ในชั้นเรียน หรือเด็กทั้งชั้นร่วมกัน หรือบางโอกาสอาจเป็นเพียงเด็กคนใดคนหนึ่งเท่านั้น จุดเด่นของโครงการคือความพยายามที่จะค้นหาคําตอบจากคําถามที่เกี่ยวกับหัวเรื่อง ไม่ว่าคําถามนั้นจะมาจากเด็ก จากครูหรือจากเด็กและครูร่วมกันก็ตาม จุดประสงค์ของโครงการคือการเรียนรู้เกี่ยวกับหัวเรื่อง มากกว่าการเสาะแสวงหาคําตอบที่ถูกต้องเพื่อตอบคําถามที่ครูเป็นผู้ถาม (Katz,1994)

          การทําโครงการไม่สามารถทดแทนหลักสูตรทั้งหมดได้ สําหรับเด็กปฐมวัยถือเป็นส่วนที่เสริมเพิ่มเติมให้สมบูรณ์อย่างไม่เป็นทางการเพียงส่วนหนึ่งของหลักสูตรเท่านั้น งานโครงการจะไม่แยกเป็นรายวิชา เช่น ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฯลฯ แต่จะบูรณาการทุกวิชาเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะเด็กปฐมวัยต้องการครูเป็นผู้ชี้แนะ และเป็นที่ปรึกษาในการทําโครงการ

          ส่วนเวลาที่ใช้ในการทํางานแต่ละโครงการนั้นอาจใช้เวลาหลายวัน หลายสัปดาห์ หรือหนึ่งสัปดาห์ขึ้นอยู่กับหัวเรื่อง อายุ และความสนใจของเด็ก (Katz, 1994)

 

สาระสำคัญของกลุ่มแนวคิดต่างๆ (Schools of Thoughts) สรุปได้เป็น 3 ประเด็น คือ

                   1. การให้ความสำคัญกับตัวเด็กและวิธีการเรียนรู้ของเด็กโดยหลักแห่งองค์รวม

      ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง และเป็นเรื่องที่ผู้คิดค้นนวัตกรรมได้ใช้ความเข้าใจในธรรมชาติ ความสามารถ และความสนใจของเด็กแต่ละวัย เกิดเป็นความเชื่อว่าความรู้มิได้เกิดจากการที ่ครูสอนเนื้อหาวิชาให้เด็กโดยตรง แต่แนวคิดของกลุ่มนักการศึกษาแนวใหม่ได้ให้เหตุผลและอธิบายว่า การที่เด็กจะเกิดการเรียนรู้ได้เด็กต้องมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มคนแลประสบการณ์ทางสังคม ความคิด ความรู้ของเด็กจึงต้องอาศัยฐานความคิด เกิดจากประสบการณ์ในชีวิตจริงของเด็ก ประสบการณ์ที่มีอยู่เดิมเมื่อได้รับการสนับสนุนให้ทำกิจกรรมที่หลากหลายและเป็นกระบวนการ ขั้นตอนก็จะเกิดการขยายความคิด สร้างความรู้ โดยความรู้ใหม่และความรู้เดิม มีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ครูจึงมีบทบาทในการจัดประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมเพื่อช่วยให้เด็กแต่ละคนสร้างองค์ความรู้ด้วยตัวเอง จึงอาจกล่าวได้ว่าในการสอนนั้นครูจะต้องมีการบูรณาการ แนวคิดทฤษฎีพัฒนาการและทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้เข้าด้วยกัน นอกจากนี้นักการศึกษายังได้นำความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาสมองที่ว่า สมองส่วนที่ไม่ได้ถูกใช้งานจะถูกกำจัดทำลายไปมาใช้ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ของเด็กเพื่อพัฒนาศักยภาพของเด็กแต่ละวัยทางด้านสติปัญญาให้เต็มที่การที่เด็กจะเกิดการเรียนรู้ในช่วง 0-5 ปี อย่างง่ายโดยไม่รู้ตัวและเรียนรู้ด้วยความเพลิดเพลิน สนุกสนานเป็นหลักการของกระแสการเรียนรู้แนวใหม่ คือ การส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Child center) เด็กจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อได้ทำกิจกรรมด้วยตัวเอง (authentic activity) ทั้งนี้จะต้องอาศัยกระบวนการเรียนรู?แบบค้นหาและการมีปฏิสัมพันธ์ การใช้สื่อและการปรับบทบาทของครูและเด็ก ตามหลักทฤษฎีของกลุ่มแนวคิดสร้างองค์ความรู้ (constructivist principles) อนึ่ง การเรียนรู้หมายถึงการที่เด็กสามารถปรับความคิด เพื่อใช้ในชีวิตจริง การเรียนรู้จึงมิใช่การสะสมความรู จากแหล่งภายนอกเพียงเท่านั้น ครูจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับสิ่งที่เด็กจะต้องนำไปใช้ในชีวิตไปในขณะเดียวกันด้วย (useful personal knowledge) หลักการดังกล่าวทำให้มีแนวโน้มในการใช้ตามแนวคิดพฤติกรรมนิยมน้อยลง ข้อสมมติฐานเดิมในการสอนเด็กมองว่าสมองหรือความคิดของเด็กไม่มีพลังกระตุ้นในตัวเอง เด็กแต่ละคนจะรับความรู้จากการถ่ายทอด และการฝึกทักษะเป็นสำคัญ ครูจึงมีบทบาทในฐานะเป็นผู้ชี้นำ และมีอำนาจในการจัดการสอนฝ่ายเดียว การศึกษาตามแนวคิดใหม่เน้นการพัฒนาด้านสังคมและจิตใจ จึงเกิดการจัดโปรแกรมที่เสริมให้เด็กเกิดความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง (self-esteem) โดยจัดกิจกรรมให้เด็กเลือกทำกิจกรรมตามความสามารถและความสนใจ จัดกิจกรรมที่เปิดกว้าง ให้อิสระในการเลือก ให้เด็กได้รับความสนุกสนาน เสริมสร้างพัฒนาการทุกด้าน ทำให้เด็กเกิดความไว้วางใจในตัวครู กล้าคิด กล้าแสดงออก ทำให้เด็กมีความรู้และทักษะทางสังคมควบคู่กันไป (social competence)

          2. การปรับกระบวนการเรียนรู้และบทบาทครู

       ปัจจุบันได้มีการนำแนวคิดใหม่ที่เรียกว่า นวัตกรรมการศึกษาเข้ามาใช้ในการจัดกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Child Centred) พื้นฐานแนวคิดการสร้างนวัตกรรมที่ส่งเสริมการศึกษาปฐมวัย เกิดจากความพยายามของนักการศึกษาหลายท่าน ซึ่งใช้หลักในการจัดสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับเด็ก และเด็กกับครูให้เด็กทำกิจกรรมที่มีการวางแผน ลงมือปฏิบัติและสรุปทบทวน เปิดโอกาสให้เด็กทำกิจกรรมกลุ่มและกิจกรรมรายบุคคล ใช้ทักษะการสื่อสาร ได้ทำงานที่ตนริเริ่ม ตัวอย่างเช่น หลักสูตรไฮ/สโคป (High/Scope) การสอนแบบโครงการ (Project Approach) การสอนภาษาโดยองค์รวม (Whole Language) นักการศึกษาเชื่อว่าการเรียนรู้โดยการที่เด็กได้เล่น สัมผัส ลงมือกระทำด้วยตนเอง (Active Learning) เป็นปัจจัยสําคัญของการพัฒนาเด็กให้เรียนรู้เต็มตามศักยภาพและตอบสนองความแตกต่างของเด็กแต่ละคน บทบาทครูจะเปลี่ยนจากการสอนเพื่อให้กับเด็กโดยตรง เป็นผู้อำนวยความสะดวก สนับสนุนการเรียนรู้ของเด็ก เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออก เชื่อมโยงความคิด และสังเกตเด็กตามสภาพจริงเพื่อการประเมินผล

          3. การนำนวัตกรรมไปปฏิบัติ

      การนำแนวคิดของนักการศึกษาหรือนำนวัตกรรมไปใช้ในการปฏิรูปการจัดการเรียนการสอนต้องอาศัยหลักมนุษย์ปรัชญาและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไปพร้อมๆ กัน (humanistic and scienctific bases) ผู้ใช้นวัตกรรมต้องมีความรู้ความเข้าใจในปัจจัย 3 ประการ คือ ความเชื่อ ความเข้าใจในทฤษฎี และความสามารถในการปรับการสอน ซึ่งปัจจัยทั้ง 3 ประการนี้มีความสำคัญเท่าเทียมกัน การนำนวัตกรรมไปใช้ขึ้นอยู่กับการที่บุคคลต้องการสร้างความเชื่อให้กับตนเองด้วยการนํานวัตกรรมไปปฏิบัติ โดยมีการศึกษาทฤษฎีเพื่อให้เหตุผลและคําอธิบายกับตนเองในสิ่งที่ปฏิบัติได้

      การเลือกนวัตกรรมต้องเลือกตามความเหมาะสมไม่จำเป็นต้องใช้แนวเดียวกันทุกโรงเรียน ในต่างประเทศโรงเรียนมีอิสระและมีเหตุผลในการเลือกใช้แนวคิด สามารถที่จะนําข้อดีของแนวคิดต่างๆ มาประยุกต์ใช้ที่สำคัญต้องพิจารณาปรับตามสภาพการณ์ของโรงเรียนแต่ละแห่ง โดยอาจเริ่มทีละส่วนจากกิจกรรมขยายไปสู่หลักสูตร ครูผู้สอนจําเป็นต้องมีความสนใจอยากทดลองผู้บริหารต้องสนับสนุน ไม้ให้เกิดแรงกดดันจากครูระดับประถมศึกษาหรือผู้ปกครอง เหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่ง คือการติดตามผลที่ชี้ให้เห็นว่า เด็กที่เรียนตามแนวใหม่มีทักษะกระบวนการเรียนรู้ภายในตัวเอง มากกว่าเด็กที่เรียนโดยเน้นเนื้อหาการท่องจำ ซึ่งทำให้เกิดวิกฤตทางการศึกษาของเราในปัจจุบัน

      ปัจจุบันนี้โรงเรียนหลายแห่งได้นำนวัตกรรม High/Scope,Whole Language, Waldorf, Project Approach มาทดลองใช้ด้วยผู้บริหารโรงเรียนเหล่านี้ได้ศึกษาติดตามแนวคิดใหม่ ๆ และมีความเชื่อว่าแนวคิดต่างๆ ที่เลือกใช้นั้นจะส่งผลตามที่เราได้ตั้งเป้าหมายการจัดการศึกษาเพื่อให้เด็กเป็นคนดี คนเก่งมีความสุข จึงควรมีการสนับสนุนให้นำแนวคิดมาปฏิบัติ และมีการติดตามผลอย่างเป็นระบบเป็นในลักษณะการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน (classroom research) วิธีดังกล่าวทำให้ครูมีแนวคิดและแนวปฏิบัติของตนเอง เกิดการพัฒนาวิชาชีพได้อย่างต่อเนื่อง เกิดผลดีต่อการพัฒนาเด็กปฐมวัยตาม

วิสัยทัศน์ที่เราต้องการ

การเรียนในระบบมอนเตสเซอรี และ Project Approach ต่างก็มาจากแนวคิดที่ยึดเด็กเป็นสำคัญ (Child Center) เหมือนกัน คือการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะกับพัฒนาการของเด็ก และเด็กได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ แต่แตกต่างกันในเรื่องของรูปแบบและวิธีการระบบมอนเตสเซอรี เด็กๆ จะเรียนรู้ผ่านสื่อและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ครูจัดไว้ให้ โดยสื่อและอุปกรณ์เหล่านี้จะทำให้เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ ตา หู จมูก ปาก และกายสัมผัส เพื่อให้เด็กได้พัฒนาและใช้ประสาทสัมผัสครบทุกด้าน เพราะประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ ช่องทางที่ทำให้คนเราใช้ในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ถ้าเราใช้แค่ตาดู หูฟัง เท่านั้น ประสิทธิภาพการรับรู้ย่อมน้อยกว่า ยกตัวอย่าง เช่น จะสอนเรื่องภาษาให้เด็กรู้จักตัวหนังสือ เด็กก็จะได้เล่นและใช้มือสัมผัสกับตัวอักษร ที่ทำจากกระดาษทราย หรือถ้าเรียนเรื่องตัวเลขก็จะมีแท่งไม้ให้เด็กหัดใส่ลงในช่องที่มีตัวเลขกำกับอยู่ ฯลฯ นอกจากเรื่องของภาษาและคณิตศาสตร์แล้ว ยังมีเรื่องของการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน ดูแลสิ่งแวดล้อม มารยาท วัฒนธรรม สังคม และวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นการเรียนโดยผ่านการลงมือทำทั้งสิ้น มอนเตสเซอรีมองว่ากาเรียนแบบนี้จะช่วยให้เด็กใฝ่รู้ใฝ่เรียน มีสมาธิกับการทำงานของตัวเอง และเมื่อทำงานประสบความสำเร็จก็จะเกิดความพอใจ ทำให้อยากเรียนรู้ต่อไป

           

            ส่วน Project Approach  นั้นเรียกเป็นภาษาไทยว่า การสอนแบบโครงการ หรือบางทีก็ใช้คำว่าโครงงาน มุ่งให้เด็กเรียนรู้ในเรื่องที่เด็กสนใจอย่างลุ่มลึก โดยเน้นให้เด็กเกิดกระบวนการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ในเมืองไทยที่ใช้กันอยู่จะมี 2 ลักษณะ คือ

            แบบแรกมีกิจกรรมหลัก 5 กิจกรรมด้วยกัน คือ อภิปรายกลุ่ม ออกภาคสนาม นำเสนอ สืบค้น จัดแสดง เช่น ถ้าเด็กสนใจเรื่องรองเท้า ก็พูดคุยถึงประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับรองเท้าอย่างหลากหลายประเด็น เช่น ทำมาจากอะไร มีไว้ทำอะไร มีกี่ขนาด มีชนิดไหนบ้าง วิธีการผลิตทำอย่างไร มีขายที่ไหน เด็กๆ จะได้ออกภาคสนามไปศึกษาของจริง เช่น ไปดูร้านขายรองเท้า มีการสืบค้นเรื่องรองเท้า ดูรองเท้าในบ้าน ดูจากในหนังสือหรือนิตยสารต่างๆ แล้วอาจจะลองหัดทำรองเท้าเอง หรือทำร้านรองเท้าจำลอง เป็นต้น

อีกแบบหนึ่งจะออกไปทางค้นคว้าสำรวจด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มีการตั้งสมมติฐานและทดสอบสมมติฐาน เช่น เด็กๆ ได้รับประทานขนมเปียกปูนแล้วอยากรู้ว่า ขนมเปียกปูนทำมาจากอะไร ครูจะไม่ตอบเด็ก แต่จะลองให้เด็กแต่ละคนลองคาดเดาเอาว่าน่าจะทำจากอะไรบ้าง แล้วทำตามความคิดของแต่ละคน ว่าจะออกมาเป็นขนมเปียกปูนหรือไม่ ถ้าเป็น ก็ได้คำตอบ แต่ถ้าไม่เป็นครูก็จะกระตุ้นให้เด็กหาทางต่อว่าจะทำอย่างไรดี เด็กก็อาจจะบอกว่าไปดูจากตำราทำขนม แล้วลองทำดู หรือไปที่ร้านขายขนมไทย ให้คนขายทำให้ดู แล้วกลับมาทำเอง วิธีการอย่างนี้ นอกจากเด็กจะได้เรียนรู้เป็นกระบวนการกลุ่มและเรียนผ่านลงมือทำจริงแล้ว สิ่งที่เด็กได้ในแง่วิชาการคือ เรื่องของภาษา การฟัง การพูด การบันทึกข้อมูล เรื่องของวิทยาศาสตร์ ความร้อน การเปลี่ยนสภาพจากของเหลวไปเป็นของแข็ง ฯลฯ คณิตศาสตร์จากการชั่ง ตวง ส่วนผสมของขนมภูมิปัญญาไทย เช่น การใช้สีและกลิ่นจากธรรมชาติ เป็นต้น ที่สำคัญก็คือ จะสร้างนิสัยใฝ่รู้ ใฝ่เรียนให้เด็ก เมื่อสงสัยอะไรก็จะค้นคว้าหาคำตอบ หาทางแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง ซึ่งทักษะเหล่านี้จำเป็นสำหรับการเรียนและการใช้ชีวิตในอนาคต เรื่องเรียนทันหรือไม่ทัน ลองเปรียบเทียบดูสิคะว่า ถ้าเด็กได้เรียนผ่านวิธีของมอนเตสเซอรี หรือ Project Approach ซึ่งเป็น 2 ใน 5 ของนวัตกรรมที่ทางสำนักคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติแนะนำ กับวิธีการเรียนแบบเดิมๆ ที่เคยเรียนกันมา เด็กกลุ่มไหนจะเก่ง ดี มีสุข มากกว่ากัน

 

 

อาจารย์นลินี มัคคสมัน
ผู้อำนวยการโรงเรียนวรรณสว่างจิต