การพูดชนะอารมณ์และจูงใจคน

                      มนุษย์ทุกคนเป็นแม้จะมีความแตกต่างกันบ้าง ชอบอะไรที่ไม่เหมือนกัน แต่มนุษย์ทุกคนก็มีความต้องการพื้นฐานบางอย่างที่เหมือนกันอย่างที่ไม่อาจปฏิเสธได้ กล่าวคือมนุษย์ทุกคนต้องมีความรัก มนุษย์ทุกคนต้องการเป็นจุดเด่น มนุษย์ทุกคนต้องการการนับหน้าถือตาจากคนอื่นอักทั้งยังอยากได้รับคำชมจากคนรอบข้าง การพูดเพื่อชนะอารมณ์ และจูงใจคนจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้จิตวิทยาขั้นพื้นฐานของมนุษย์เหล่านี้ เพื่อจะได้สามารถพูดได้ตรงตามความต้องการของคนฟัง และนำมาซึ่งการประสบความสำเร็จในการพูด หลักการพูดเพื่อชนะใจคนฟังมีดังนี้

วิธีชนะใจคนอื่น

                   การที่เราจะเอาชนะใจคนอื่นได้นั้น  บุคลิกลักษณะของเรา  นับได้ว่ามีความสำคัญในประการแรก เพราะในการติดต่อกับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องใดๆ บุคลิกลักษณะย่อมมีความสำคัญ ที่จะบันดาลความสำเร็จหรือไม่ ให้แก่เรา ถ้าเรามีบุคลิกลักษณะที่ดี ย่อมเป็นสิ่งจูงใจให้คู่สนทนาของเราได้เป็นเบื้องต้น การเสริมสร้างบุคลิกที่ดีมีข้อปฏิบัติดังนี้

     การแต่งกาย

                  การแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่สะอาดรัดกุม ไม่รุ่มร่าม และเหมาะสมกับกาลเทศะ จะช่วยให้บุคลิกลักษณะดูเด่น การแต่งกายที่เรียบร้อย จะช่วยให้การดำเนินธุรกิจต่างๆ ดำเนินไปด้วยดียิ่งกว่า การแต่งตัวที่ไม่เหมาะสม นอกจากนั้นควรจะจัดแต่งทรงผม และ โกนหนวดเคราให้เรียบร้อย

     ไม่เอาชนะผู้อื่นด้วยการโต้เถียง

                 ควรฝึกนิสัยยินยอมให้คนอื่นที่ต้องการจะพูด ได้พูดก่อนตามที่เขาปรารถนาที่จะพูด โดยที่เราเป็นฝ่ายรับฟังไม่โต้เถียง แม้ในบางครั้งเขาพูดผิดพลาด  เมื่อเขาพูดจบแล้วเราจึงพูดบ้าง พูดด้วยเสียงเรียบๆ และพูดด้วยเหตุผล อารมณ์เย็น สะกดให้เขาต้องยอมรับฟังเรา และในช่วงเวลานั้นเอง  ที่เขาจะได้สติ และเริ่มคิดติดตามคำพูดของเรา ซึ่งผลดีจะตกเป็นของเราในที่สุด

     การรับฟังผู้อื่น

                 มนุษย์เราเกือบจะทุกคนที่เมื่อเขาพูดแล้ว เขาก็ต้องการ ที่จะให้เราเป็นฝ่ายฟังในสิ่งที่เขาต้องการพูด มากกว่าที่จะให้เราเป็นฝ่ายพูด และถ้าเราแสดงความสนใจให้เขาเห็นว่าเราตั้งใจฟังเขาพูด มากกว่าที่จะดึงให้เขาหันมาสนใจคำพูดของเราแล้วจะทำให้เขากลับมาสนใจเรามากยิ่งขึ้น

ศิลปะการพูดจูงใจคนอื่น 

                โดยปกติเมื่อเราเข้าใกล้  เพื่อติดต่อกับคนอื่น หรือเมื่อคนอื่นเข้ามามีบทบาทพัวพันกับชีวิตของเรานั้น มีบ่อยครั้งที่จิตใจเขาคิดผิดแผลกแตกต่างไปจากจิตใจของเรา ถ้าเราต้องการจะผูกใจเขาเอาไว้ให้ได้เราก็ต้องพยายามคล้อยตามเขา อย่าใช้วิธีขวางหรือทวนกลับ เพราจะทำให้เราผิดหวัง

การจะเอาชนะจิตใจคนแรกๆ เราต้องพยายามเอาชนะจิตใจของคนๆ นั้น เสียก่อน และพยามยามคล้อยตามเขา เพื่อที่จะเรียนรู้จิตใจของเขาให้ทะลุปรุโปร่ง ถ้าเราเข้าผิดทาง ความคิดระหว่างเขากับเราก็จะเกิดปะทะกัน ในการจะเข้าให้ถึง และการจะเอาชนะจิตใจคนอื่นนั้น การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นย่อมอยู่ที่ตัวเราเอง ที่สำคัญคือเราจะต้องคอยสังเกตความรู้สึกนึกคิด และอารมณ์ของคนอื่น พยายามค้น ให้ได้ความจริงว่าเขากำลังคิดถึงเรื่องอะไร และกำลังคิดอย่างไรกับเรา จะต้องสังเกตพฤติกรรมของเขา แล้วตัดสินโดยไม่ลังเลใจ การพูดจูงใจคนอื่น มีข้อปฏิบัติดังนี้

๑.       ต้องไม่ขากความสนใจ  ในขณะที่กำลังสนทนากับคนอื่น และในขณะที่เขากำลังพูดและต้องการให้เราฟังนั้น ความสนใจที่เราแสดงออกนับว่าสำคัญที่สุด ในขณะที่พูดเราอาจสังเกตได้ว่า คนฟังมีลักษณะเลื่อนลอยไม่สนใจ ซึ่งเราอาจคาดเดาได้ว่า คำพูดของเรานั้นสูงเกินไป จนเขารับฟังไม่เข้าใจ หรือต่ำเกินไปจนเขาคิดเหยียดหยามไม่ต้องการฟัง และนั่นคือความบกพร่องในวิธีการพูดของเรา ซึ่งต้องนำมาปรับปรุงต่อไป

๒.     การยกตัวอย่างประกอบการพูด  การพูดที่จูงใจคนฟังได้นั้น จะต้องทำให้ผู้ฟังเกิดเห็นภาพปะติดปะต่อตามคำพูดของผู้พูด แต่มิใช่ว่าผู้ฟังจะมีความฉลาด พอที่จะเข้าใจอะไร ๆ ได้กว้างขวางเหมือนกันหมด ดังนั้นการพูดเรื่องที่ยากๆ ทางที่ดี ควรที่จะพูดโดยยกตัวอย่างประกอบด้วย ซึ่งจะทำให้คนฟังทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้น การเปรียบเทียบนั้นต้องพยายามเปรียบเทียบกับสิ่งที่ผู้ฟังมีความรู้จักดี อย่าเปรียบเทียบกับสิ่งที่ผู้พูดไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นมาก่อนเป็นอันเด็ดขาด เพราะจะยิ่งทำให้คนฟังสับสนมากยิ่งขึ้น

๓.     จงใช้ภาษาพูดที่ผู้ฟังเข้าใจง่าย ในการพูดเพื่อนจูงใจคนฟังนั้น ประการสำคัญที่สุดคือจะต้องไม่ลืมที่จะเลือกใช้แต่คำพูด คำศัพท์หรือสำนวนความ ที่ผู้ฟังจะสามารถเข้าใจได้ง่าย อย่าพูกดด้วยคำศัพท์หรือวลี ที่เราเข้าใจเพียงคนเดียวแต่ผู้อื่นไม่เข้าใจเป็นอันขาด ไม่ควรอวดภูมิความรู้ของตน โดยการใช้ศัพท์เฉพาะหรือศัพท์ทางวิชาการ หรือคำศัพท์ใช้ใช้ในวงวิชาชีพที่ผู้พูดเท่านั้น เพราะจะทำให้คนฟังไม่เข้าใจ และจะส่งผลให้การพูดในครั้งนั้นล้มเหลวได้

การเตรียมตัวในการพูด

     ผู้ที่จะสามารถเป็นนักพูดที่ดี เป็นที่สนใจของคนฟัง ทั้งหลายในการพูดในที่ชุมชนนั้น จะต้องมีการเตรียมตัว เพื่อจะพูดไว้ให้พร้อม โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ สำหรับการพูดในที่ชุมชน ดังนั้นการเตรียมตัวการพูดขั้นแรกคือการ

     ๑.  การออกกำลังกายอยู่เสมอ

     ๒. การรักษาความสะอาดร่างกาย

     ๓. การพักผ่อนที่เหมาะสม

     ๔. การกินอาหารและดื่มเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

     ๕. การเตรียมท่าทางในการพูด

 

การพูดเพื่อธุรกิจ

              

                   การพูดเพื่อธุรกิจเป็นการพูดอีกประเภทหนึ่งที่จัดได้ว่ามีความสำคัญ เนื่องจากว่าถ้าการพูดเป็นผลสำเร็จก็หมายถึงผลประโยชน์อันมหาศาล ดังนั้นการพูดเชิงธุรกิจก็เหมือนกับการพูดจูงใจนั่นเอง ซึ่งการพูดมีองค์ประกอบดังนี้

                 ๑.แหล่งสาร เมื่อผู้ส่งสารหรือแหล่งสารตัดสินใจจะส่งสาร เพื่อให้มีผลอย่างใดแก่ผู้รับสาร เขาก็จะใส่รหัสลงไปมีปัจจัยสี่อย่าง ซึ่งอยู่ในแหล่งสาร ซึ่งจะทำให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นปัจจัยสี่เหล่านี้กล่าวได้ว่ามีอิทธิพลต่อการสื่อสารระหว่างบุคคลในงานธุรกิจ

                 ๑.๑ทักษะในการสื่อสาร เวลาที่เราจะพูดจะต้องมีการเลือกสรรถ้อยคำ ถ้อยคำที่ใช้ไม่เพียงแต่จะแสดงว่าเรามีการศึกษาเท่านั้น แต่จะต้องทำให้ผู้ฟังเข้าใจนั่นคือไวยากรณ์จะต้องถูก ออกเสียงถูกต้อง การออกท่าทางถูกต้อง

                 ๑.๒ทัศนคติ ของแหล่งสารมีอิทธิพลต่อการสื่อสารเช่นกัน ทัศนคตินี้จำแนกได้เป็น ทัศนคติต่อตัวเอง ทัศนคติต่อสาร และทัศนคติต่อผู้รับสาร

                 ๑.๓ระดับความรู้ ของผู้ส่งสารเป็นตัวกำหนดอีกตัวหนึ่งว่า สารที่ส่งออกไปนั้น ผู้รับสารจะเข้าใจมาน้อยเพียงใด แหล่งสารอาจจะเป็นผู้ที่มีความรู้มากและอาจใช้ศัพท์เทคนิคมากเกินไป ซึ่งอาจทำให้ผู้รับสารไม่เข้าใจ หรืออาจเข้าใจไม่ตรงกันได้

                 ๑.๔ระบบสังคมวัฒนธรรม การที่ผู้ส่งสารคนใดคนหนึ่งจะส่งสารออกไป เขาย่อมได้รับอิทธิพลจากสังคมและวัฒนธรรมที่เขาสังกัดอยู่ คนที่อยู่ในขั้นสังคมที่ต่างกันจะมีวิธีการสื่อสารไม่เหมือนกัน

                  ๒.ผู้รับสาร เป็นปัจจัยประการที่สอง ในกระบวนการสื่อสาร บุคคลที่เป็นแหล่งรับสารจะต้องมีทักษะในการสื่อสาร ถ้าผู้รับสารขาดทักษะในการฟัง หรือคิด เขาก็จะไม่สามารถถอดรหัสของผู้ส่งสารที่ส่งมาได้ ทัศนคติของผู้รับสารก็มีส่วนตัดสินว่าผู้รับสารจะรับสารไปแนวไหน ทัศนคติเหล่านี้ได้แก่  ทัศนคติที่เขามีต่อตนเอง ทัศนคติที่มีต่อผู้ส่งสาร ทัศนคติที่มีต่อสาร ระบบสังคมและวัฒนธรรม ที่ผู้รับสารสังกัดอยู่ สถานภาพทางสังคมกลุ่มที่เขาเป็นสมาชิก ขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีผลต่อพฤติกรรมของเขาเหล่านี้ เป็นตัวกำหนดวิธีการที่ผู้รับสารรับและตีความสาร

                      สิ่งที่ต้องพิจารณา ผู้ส่งสารและผู้รับสารคือ ความสัมพันธ์ ระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสาร ผู้ส่งสารอาจจะมีทักษะในการสื่อสาร และผู้รับสารอาจจะมีทักษะในการถอดรหัส แต่ทักษะของผู้ส่งสารอีกคนหนึ่งอาจไม่เหมาะกับอีกคนหนึ่ง แต่อาจเหมาะกับผ้ารับสารคนอื่นก็ได้ สิ่งที่จะเน้นก็คือ ในการพูดถึงผู้ส่งสาร และผู้รับสารต้องมองในแง่ความสัมพันธ์ เหมือนกับจะเรียกใครคนหนึ่ง คนใดว่าเป็นผู้นำได้ คนนั้นต้องมีผู้ตาม การสื่อสารจะมีประสิทธิผลได้ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้รับสารและผู้ส่งสารจะต้องดี

                  ๓.สาร  หมายถึงสิ่งที่เป็นผลิตผลของผู้ส่งสารเมื่อเราพูด คำพูดคือสาร ในการพูดถึงสารเราพูดถึงสามอย่างคือ รหัสของสาร เนื้อหาของสาร และการปรุงแต่งสาร ในการพูดถึงสามอย่างนี้เราจะพูดถึงสาระทั้งหมด และโครงสร้าง หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือเนื้อหา และการจัดรูปแบบ

                  เนื้อหาและรูปแบบเป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ออกเมื่อเราพูดถึงรหัสของสาร เราหมายถึงกลุ่มของสัญลักษณ์ ที่จัดรวมกัน และมีความหมายต่อคนใดคนหนึ่ง ในการนำสารไปใส่รหัส เราต้องตัดสินใจว่า ใช้รหัสอะไร ใช้เนื้อหาประเภทไหน และจะจัดเรียงเนื้อหาอย่างไร เมื่อพูดถึงการปรุงแต่งสาร เราจะพูดถึงในแง่ที่ว่าผู้ส่งสารเลือกหยิบสารส่วนใดมานำเสนอ

                ๔.ช่องทางของการสื่อสารหรือสื่อ จำแนกสื่อออกเป็นแขนงต่างๆ จำแนกตามพาหะของสาร สื่อดังกล่าวได้แก่คลื่นแสง คลื่นเสียง

                ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นความรู้พื้นฐานที่เกี่ยวกับการพูด ซึ่งการพูดในเชิงธุรกิจต้องมีการเข้าใจหลักจิตวิทยาของคนฟังนอกจากนี้ยังต้องรู้จักการใช้ภาษาในธุรกิจด้วย

           การใช้ภาษาในธุรกิจ

         ภาษาในธุรกิจมีปัญหามากมายการสื่อสารที่ไม่ระวังอาจก่อให้เกิดปัญหาได้ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงภาษาต่อไปนี้

๑.ภาษาเทคนิค  ได้แก่ภาษาที่ใช้เฉพาะหมู่เหล่า สถาบันองค์กรใดองค์กรหนึ่ง

๒.ภาษาคะนอง คือภาษาที่เป็นไปตามสมัยนิยม ไม่มีในพจนานุกรม

๓.ภาษาคลุมเครือ ได้แก่ภาษาที่ผู้ใช้ไม่ได้พิถีพิถันและอาจสร้างความฉงนได้

๔.ภาษาผสม เช่นคำที่ผสมระหว่างภาษาไทยกับภาษาอังกฤษ

๕.ภาษาที่ติดปาก ได้แก่ วลีหรือประโยค ที่ติดปากเช่นคำว่า แบบ , แบบว่า

วิธีแก้ไขก็คือการฝึกพูดโดยเตรียมบทพูดก่อน และในการเตรียมบทต้องตัดภาษาดังกล่าวข้างต้นออกให้หมด และฝึกพูดบ่อยๆจนเกิดความชำนาญ

การพูดจูงใจ

 

               การพูดจูงใจอย่างถูกวิธีสามารถโน้มน้าวผู้อื่นให้คล้อยตามได้ดังนั้นบุคคลทุกสาขาอาชีพ เช่น นักการเมือง เช่นนักการเมือง ผู้จัดการ อาจารย์พนักงานขาย ตลอดจนบิดามารดา เป็นต้น จำเป็นต้องเข้าถึงวิธีการพูดจูงใจอย่างล้ำเลิศ การพูดจูงใจอย่างชาญฉลาดคือ พลังการพูดจูงใจนั้นเอง หากเราเป็นผู้มีพลังแห่งการพูดจูงใจ ก็จะสามารถปฏิบัติหน้าที่การงานได้อย่างสำเร็จลุล่วงด้วยดี กล่าวกันโดยทั่วไป บุคคลผู้ซึ่งพูดจูงใจได้วิเศษก็คือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการอ่านจิตใจของผู้อื่น วิธีการปฏิบัติของพวกเค้า จะล้ำหน้ากว่าการวิจัยค้นคว้าวิจัยทางทฤษฎีตลอดไป  

การพูดจูงใจมีได้หลายวิธีดังนี้ 

- พูดจูงใจด้วยการเปลี่ยนคำว่าเป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้

            เพื่อปลุกเร้าจิตใจของผู้ไม่มีความเชื่อมั่นในตนเอง เราต้องพูดกับเขาว่า คุณต้องทำได้แน่

- การพูดจูงใจด้วยคำเยินยอ

           ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามเกิดปฏิกิริยาตอบโต้ด้วยอารมณ์เคียดแค้น ของเขา  

-การพูดจูงใจโดยการแสร้งเผอเรอต่อความผิดพลาดของผู้อื่น

           ตักเตือนว่ากล่าวผู้อื่นเมื่อเกิดความผิดพลาดเล็กน้อย แต่แสร้งไม่เห็นความผิดพลาดมากๆ ของผู้อื่น สามารถทำให้ผู้อื่นมีความเคารพนับถือและซื่อสัตย์ต่อตัวเรา

-การพูดจูงใจโดยใช้ประโยคหลอกล่อ

           วิธีจูงใจที่ดีที่สุดอีกวิธีหนึ่งคือ การทำให้ฝ่ายตรงข้ามเกิดความรู้สึกว่า แม้ขณะนี้เขาจะลำบาก ต่อไปปัญหาทุกอย่าง ก็จะคลี่คลายได้ ดังนั้นจึงควรใช้ประโยคหลอกล่อเพื่อให้คนฟังรู้สึกดีขึ้น

-การพูดจูงใจด้วยการถ่ายเททรรศนะนิยมให้เข้าหูฝ่ายตรงข้ามก่อน

          การถ่ายเททรรศนะนิยมให้เข้าหูฝ่ายตรงข้ามก่อน สามมารถนำฝ่ายตรงข้ามเอนเอียงไปตามทิศทางของผู้พูด  วิธีนี้สามารถเปลี่ยนจากดำให้เป็นขาวได้ โดยเฉพาะฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถแบ่งแยกบางสิ่งบางอย่างได้เด่นชัด ผู้พูดก็สามารถนำจิตใจฝ่ายตรงข้ามให้คล้อยตามความคิดเห็นของผู้พูดได้ แม้แต่หนังสือพิมพ์ หรือนิตยสารต่างๆ ยังหลีกเลี่ยงการแสดง

 ความคิดเห็นของตนเองได้ยาก ในการพูดจูงใจแสดงทรรศนะนิยมของตนเองจึงต้องสอดแทรก    ความคิดของผู้พูดลงไปบ้าง

      -พูดจูงใจด้วยการให้ฝ่ายตรงข้ามพูดและแสดงความคิดเห็นในการพลิกแพลง

                    เมื่อได้รับการตอบโต้โดยไม่เหลือเยื่อใยจากฝ่ายตรงข้าม จงปล่อยให้เขาพูดจนเขาพอใจ เมื่อเขาพูดในสิ่งที่พูดจบแล้วจึงใช้โอกาสตอบโต้ฝ่ายตรงข้าม

-พูดจูงใจด้วยการให้ฝ่ายตรงข้ามคิดตรึกตรอง

            เมื่อเผชิญกับฝ่ายตรงข้ามที่มีความรีบร้อน เพียงแต่เน้นให้เขาคิดตรึกตรองจะสามารถยับยั้งความรีบร้อนของเขา

-พูดจูงใจด้วยการอำพรางความคิดของตนเอง

            แสร้งแสดงจุดอ่อนทางความคิด เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามมีความรู้สึกว่า ตนเองเหนือกว่า กลับสมารถสร้างภาพตรึงตราตรึงใจได้อย่างตรงกันข้าม

-พูดจูงใจด้วยการแสร้งเผยความลับของตนเอง

           เมื่อเผชิญกับฝ่ายตรงข้ามซึ่งมีความตื่นเต้นมาก ควรแสร้งพูดผิดหรือใช้ภาษาพื้นเมืองเพื่อคลี่คลายความตื่นเต้นของเขา และย่นระยะความห่างของจิตใจสองฝ่ายให้สั้นลง

-พูดจูงใจโดยการเชิดชูฝ่ายตรงข้าม

           เมื่อเผชิญผู้ฟังที่มีนิสัยชอบโจมตี การเชิดชูกลับทำให้เขากลับทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจเป็นการลดแรงโจมตีได้มากทีเดียว

                     นอกจากหลักการที่กล่าวมาข้างต้นแล้วการพูดที่ดี ควรมีการเตรียมตัวพูดกล่าวคือเมื่อทราบหลักการการพุดจูงใจแล้วควรมีการเตรียมตัวในเรื่องอื่นๆด้วย อาทิเช่น การทราบสถานที่ที่จะพูดเพื่อปรับเสียงพูด การทราบข้อมูลเบื้องต้นที่เกี่ยวกับคนฟังเช่น อายุ เพศ จำนวน เพื่อจะได้ทราบกลุ่มเป้าหมายว่า กลุ่มคนฟังต้องการอะไร มีความถนัดและความสนใจอย่างไรจะได้เตรียมเรื่องที่จะพูดได้ตรงตามความต้องการของผู้ฟัง ก่อนที่จะออกไปพูดทุกครั้ง จะต้องมีการเตรียมบทพูด  และซักซ้อมบทด้วย การออกไปพูดโดยมิได้ซักซ้อมมาก่อนอาจทำให้เกิดการผิดพลาดได้ ซึ่งการพูดโดยไม่ได้เตรียมตัวไม่พึงกระทำเป็นเด็ดขาด

        ศิลปะการพูดจูงใจเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยการฝึกฝน เตรียมพร้อม ประสบการณ์ และการเตรียมตัวที่ดี ดังนั้นการจะพูดจูงใจให้ประสบความสำเร็จนั้นต้องประกอบด้วยปัจจัยต่างๆที่กล่าวมาข้างต้น ผู้พูดจูงใจที่ดีไม่ใช่ผู้มากด้วยกลอุบาย แต่เป็นผู้ที่มีความเฉลียวฉลาดในการพูดจูงใจ ไม่ว่าใครก็จะนิยมชมชอบและให้ความร่วมแรงร่วมใจด้วยความสมัครใจ