อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการคอรัปชั่น ค.ศ. 2003

การคอรัปชั่นถือเป็นปัญหาสำคัญที่ทุกประเทศให้ความสำคัญ ซึ่งองค์การสหประชาชาติ เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวกระทบต่อความบริสุทธิ์ โปร่งใสในการบริหารงานภาครัฐ กระทบต่อการปกครองระบบประชาธิปไตยและเศรษฐกิจของโลก จึงได้มีการจัดทำอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ค.ศ. 2003 ขึ้น (United Nations Convention against Corruption)

อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ค.ศ. 2003 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2548 มีประเทศที่ลงนามรับรองอนุสัญญาฯ จำนวน 140 ประเทศ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย และมีประเทศที่ให้สัตยาบัน (ratify) หรือภาคยานุวัติ (accession) อนุสัญญาฯ แล้ว จำนวน 98 ประเทศ

อนุสัญญาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริม และสร้างเสริมมาตรการ
ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและต่อต้านการคอร์รัปชั่น ส่งเสริม
และสนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศ และการช่วยเหลือทางด้านเทคนิคระหว่างประเทศเพื่อป้องกันและต่อสู้กับการคอร์รัปชั่น รวมถึงการนำสินทรัพย์กลับคืนมา (asset recovery) ส่งเสริมความซื่อสัตย์ (integrity) ความรับผิดชอบ (accountability) การบริหารกิจการสาธารณะ (public affairs) และสาธารณสมบัติของชาติ (public property) อย่างเหมาะสม

อนุสัญญาว่าสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านคอรัปชั่นฯ ได้กำหนดมาตรการป้องกันการคอร์รัปชั่น ภายใต้หลักนิติธรรม (the rule of law) หลักการบริหารกิจการสาธารณะและสาธารณสมบัติของชาติอย่างเหมาะสม (proper management of public affairs and public property) หลักความซื่อสัตย์ (integrity) หลักความโปร่งใส (transparency) และหลักความรับผิดชอบ (accountability) โดยให้ภาคีต้องกำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อส่งเสริมการต่อต้านการทุจริตอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการปรับปรุงกฎหมายหรือมาตรการทางบริหารให้เหมาะสมและเพียงพอแก่การต่อต้านการทุจริต

อนุสัญญาฉบับนี้ยังได้กำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องรายงานข้อมูลและภารกิจของหน่วยงานรัฐ การออกคำสั่งทางปกครองของหน่วยงานรัฐให้สาธารณชนทราบ ทั้งนี้ ต้องอยู่ภายใต้หลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลด้วย นอกจากนี้ อนุสัญญาฯ ยังมีบทบัญญัติที่กำหนดให้ภาคีต้องกำหนดให้มีกฎหมายหรือมาตรการที่ส่งเสริมให้สังคมมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและป้องกันการคอร์รัปชั่นของหน่วยงานรัฐ เพื่อคุ้มครองทรัพย์สินของชาติ (national security)
ความสงบเรียบร้อยสาธารณะ (ordre public) สุขอนามัยสาธารณะ (public health) และศีลธรรม (morals) ด้วยอนุสัญญาฉบับนี้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับคุ้มครองพยานหรือผู้เชี่ยวชาญที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่น โดยกำหนดให้ภาคีต้องมีมาตรการที่เหมาะสมภายใต้ระบบกฎหมายภายในของตนเพื่อที่จะคุ้มครองการโต้ตอบ การคุกคามพยานหรือผู้เชี่ยวชาญซึ่งให้ข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความผิดอย่างมีประสิทธิภาพรวมถึงบุคคลที่มีความสัมพันธ์หรืออยู่ใกล้ชิดพยานหรือผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวด้วย โดยกำหนดกระบวนการคุ้มครองด้านเนื้อตัวร่างกายของบุคคลนั้น (physical protection) เช่น การย้ายที่อยู่อาศัยหรือที่ทำงาน ปกปิดหรือเปิดเผยอย่างจำกัดซึ่งข้อมูลที่จะสามารถระบุตัวของพยานหรือผู้เชี่ยวชาญได้อนุสัญญาฉบับนี้อนุญาตให้พยานหรือผู้เชี่ยวชาญเบิกความในสถานที่ที่ปลอดภัย หรือการเบิกความผ่านเทคโนโลยีโทรคมนาคม เช่น การเบิกความผ่านวิดีโอ หรือวิธีการอื่นใดที่เพียงพอในการคุ้มครองความปลอดภัยพยาน และให้นำบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับกับเหยื่อจากการถูกกระทำซึ่งอยู่ในฐานะพยานด้วยในเรื่องการคุ้มครองผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริต อนุสัญญาฉบับนี้มีบทบัญญัติคุ้มครองผู้ให้ข้อมูลอย่างชัดแจ้งว่า ภาคีต้องพิจารณาเพื่อดำเนินการให้มีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อให้ความคุ้มครองบุคคลผู้ซึ่งให้ข้อมูลด้วยความสุจริต (good faith) และมีเหตุผลอันควรเชื่อ (reasonable grounds) ว่ามีการทุจริตคอร์รัปชั่นเกิดขึ้น และผู้ให้ข้อมูลดังกล่าวได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือต้องเผชิญหน้ากับการถูกกระทำใดๆ
ที่เป็นความผิดตามกฎหมาย ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริต ผู้ให้ข้อมูลอาจถูกตอบโต้หรือกลั่นแกล้งจากผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเผยข้อมูลนั้น ซึ่งในต่างประเทศจะมีกฎหมายคุ้มครองผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริต (Whistleblower) ไว้เป็นการเฉพาะ โดยกำหนดโทษทางอาญากับผู้ที่กระทำการตอบโต้ผู้ให้ข้อมูล
และกำหนดให้ผู้ให้ข้อมูลที่ถูกตอบโต้สามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจากผู้ที่กระทำการตอบโต้เป็นเหตุให้ตนได้รับความเสียหายได้ ซึ่งกฎหมายของประเทศไทยให้การคุ้มครองเฉพาะพยานในคดีอาญา แต่ไม่ได้ให้ความคุ้มครองผู้ให้ข้อมูลที่ไม่ได้อยู่ในฐานะพยานในลักษณะดังกล่าวด้วย

กล่าวโดยสรุป อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ค.ศ. 2003 เป็นอนุสัญญาเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นที่มีบทบัญญัติครอบคลุมถึงเรื่องการต่อต้านการทุจริตที่ชัดเจนและทันสมัย ซึ่งประเทศไทยได้ลงนามรับรองอนุสัญญาดังกล่าว เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2546 แต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาฉบับนี้