วันนี้อยากนำเสนอเรื่องใกล้ตัว แต่ไม่ไร้สาระ ซึ่งตัวดิฉันเองถึงแม้จะเป็นคนปัตตานีโดยกำเนิด แต่ก็ไม่เคยรู้จักลิเกฮูลูเลยจนกระทั่งได้ดูโฆษณาทางโทรทัศน์ตอนหนึ่งว่า   "...บ้านใครใครก็รัก บ้านใครใครก็หวง เต่าเล ปะการัง กุ้งกั้ง เราก็ห่วง
     โอะ โอ้ โอะ โอ กือเละมารี กลับมา มาช่วยเป็นหูเป็นตา ดูแลทะเลบ้านเรา..."
     บทเพลงที่ขับขานผ่านเสียงร้องของชายฉกรรจ์ท่าทีขึงขังแต่จริงใจ ส่งให้ภาพในความทรงจำที่เคยพบผ่านจากภาพยนตร์โฆษณาเมื่อหลายปีก่อนหวนย้อนกลับ...
    ชายฉกรรจ์คนเดียวกันนี้ ยืนถือไมค์ร้องเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสถานการณ์รอบอ่าวปัตตานี และมูลเหตุที่ทำให้เกิดความเสื่อมโทรม พร้อมเชิญชวนให้ชาวไทยที่ไปทำงานในประเทศมาเลเซียกลับมาดูแลอ่าวปัตตานี สลับภาพประกอบที่เน้นการทำประมงในรูปแบบรุนแรง ไม่ว่าจะเป็น การระเบิดปลา เรืออวนลาก อวนรุน การเผาเต่าทะเล และการเชือดหูฉลาม
      โฆษณาชิ้นนั้นออกอากาศให้ชมได้เพียง 15 วัน จากนั้นก็เงียบหายไป ทั้งที่กำลังอยู่ในความสนใจของทุกคน ไม่มีใครรู้ว่า 'ทำไม' และ 'อะไร' ทำให้เป็นแบบนั้น มีเพียงเสียงโจษขานกันไปเองว่า โฆษณาชิ้นนี้มีเนื้อหาที่รุนแรงเกินไป
     ลิเกฮูลู กลายเป็นความสนใจของทุกคน เพราะเสนอเนื้อหาในเชิงสังคม วิถีชีวิต และวัฒนธรรม ทว่า นอกจากลิเกฮูลูแล้ว ยังมีการแสดงอีกชุดหนึ่งที่ละม้ายคล้ายคลึงกัน จะต่างก็แต่เพียง การแสดงชุดนี้มีศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างชัดเจน การแสดงชุดนี้เรียกว่า อานาชิด
     ลิเกฮูลู และอานาชิด ทั้งสองอย่างนี้ทำหน้าที่คล้ายคลึงกัน กล่าวคือ เป็นศิลปะการแสดงที่ต้องการปลูกจิตสำนึกให้เกิดขึ้นกับคนในสังคม ตลอดจนรักษาไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรมอันงดงาม
        ลิเกฮูลู เป็นการละเล่นพื้นบ้านในแถบจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ได้รับความนิยมมาก โดยเฉพาะในหมู่ชาวไทยมุสลิม เดิมทีมักเล่นกันภายหลังเสร็จสิ้นกิจกรรมทำไร่ไถนา ต่อมาได้ปรับเป็นการแสดงและใช้ในงานพิธีต่างๆ อาทิ งานมาแกปูโละงานสุหนัด งานเมาลิด หรืองานฮารีรายอ
     หนังสือ การแสดงพื้นบ้านในประเทศไทย โดย เรณู โกศินานนท์ ให้ความหมายของลิเกฮูลูไว้ว่า
     "ลิเกฮูลู หรือดิเกฮูลู มาจากคำว่า ลิเก หรือดิเก และฮูลู ท่านผู้รู้ได้กล่าวไว้ว่า ลิเก หรือดิเก มาจากคำว่า ซีเกร์ หมายถึง การอ่านทำนองเสนาะ ส่วนคำว่า ฮูลู แปลว่า ใต้หรือทิศใต้ รวมความแล้วหมายถึง การขับบทกลอนเป็นทำนองเสนาะจากทางใต้.."
    อีกวรรคหนึ่งในหนังสือเล่มเดียวกันบอกว่า ลิเก หรือ ดิเกร์ เป็นศัพท์เปอร์เซีย มีความหมาย 2 ประการ คือ 1. เพลงสวดสรรเสริญพระเจ้า ซึ่งเรียกการสวดดังกล่าวนี้ว่า ดิเกร์เมาลิด 2. กลอนโต้ตอบนิยมเล่นกันเป็นกลุ่มคณะ เรียกว่า ลิเกฮูลู บ้างก็ว่า ได้รับแบบอย่างมาจากคนพื้นเมืองเผ่าซาไก เรียกว่า มโนราห์ซาไก บ้างก็ว่าเอาแบบอย่างการเล่นลำตัดของไทยผสมเข้าไปด้วย
       สอดคล้องกับ เอนก นาวิกมูล ที่กล่าวถึงการแสดงลำตัดไว้ใน เพลงนอกศตวรรษ ว่า
   "ประวัติศาสตร์ของลำตัดเริ่มต้นมาจากการตีกลองรำมะนาพร้อมกับสวดสรรเสริญพระเจ้าทางศาสนาอิสลาม ดั้งเดิมเล่นกันในปัตตานี และในเขตวัฒนธรรมมลายู เรียกว่า ลิเกฮูลู ผู้เล่นหรือผู้สวดทั้งหมดเป็นชาย ไม่มีหญิงปะปน"
     นี่คือความหมายที่มาจากฟากนักวิชาการ ทว่า ในความเชื่อของชาวบ้านอย่าง เจะปอ สะแม หัวหน้าคณะลิเกแหลมทราย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ที่โด่งดังมาจากภาพยนตร์โฆษณาชุด 'สำนึกรักบ้านเกิด' กลับต่างออกไป โดยเจะปอให้ความหมายว่า
    "ฮูลู หมายถึง คนที่อยู่ห่างไกลความเจริญ เช่น อยู่เชิงเขา อยู่ห่างทะเล นี่คือฮูลู เพราะฉะนั้นลิเกฮูลูจึงเป็นการละเล่นของคนที่อยู่ห่างไกล แต่ในมาเลย์เรียกลิเกปารัต ซึ่งปารัตแปลว่า ทิศตะวันตก คือคนมาเลย์รับศิลปะนี้ไปจากปัตตานี ที่อยู่ทางทิศตะวันตกของเขา ที่มาเลย์เลยเรียกว่า ลิเกปารัต แต่รูปแบบไม่ต่างกันเลย"
     การแสดงลิเกฮูลู มีต้นเค้ามาจากการละเล่นของชาวบ้านที่เหน็ดเหนื่อยจากการทำงานในแต่ละวัน และมีกิจกรรมร่วมกันคือการร้องเพลงในตอนเย็น อุปกรณ์ให้จังหวะคือภาชนะที่หาได้ใกล้มือ จำพวก หม้อ กระทะ คนหนึ่งร้อง คนหนึ่งเคาะ อีกหลายๆ คนช่วยกันประสานเสียง ต่อมาก็พัฒนาให้มีเครื่องดนตรี ที่ใช้กันทั่วไปคือ แซ็ก ฆ้อง ขลุ่ย และรำมะนา
      สำหรับรูปแบบการละเล่น จะคล้ายกับการแสดงลำตัดหรือเพลงฉ่อยในภาคกลาง กล่าวคือ การตั้งวงของแต่ละคณะ จะมีสมาชิกที่เป็นลูกคู่ประมาณ 10 คนขึ้นไป ผู้ร้องเพลงและผู้ขับร้องมีประจำคณะอย่างน้อย 2-3 คน และถ้าผู้ชมคนใดสนใจอยากร่วมแสดง หรือเสนอความคิดเห็น ก็สามารถขึ้นไปสมทบบนเวทีได้
      ส่วนเครื่องแต่งกายจะนิยมใช้เสื้อผ้าสีสันสดใส เดิมมีผ้าโพกหัว สวมเสื้อคอกลม และนุ่งโสร่งแบบมุสลิม มีบางครั้งที่อาจจะเหน็บขวานมาแสดง ทั้งนี้เพื่อข่มขวัญคู่ต่อสู้ แต่ในปัจจุบันการแต่งกายเปลี่ยนไปตามสมัยนิยม โดยมากจะแต่งกายเหมือนกันทั้งคณะ
       เอกลักษณ์ที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการแสดงลิเกฮูลูก็คือ การขับร้องพร้อมแสดงท่วงท่าประกอบ
       ท่าร่ายรำจะบ่งบอกถึงธรรมชาติ และการห่วงหาอาทรต่อกัน เช่น การทำมือเป็นลูกคลื่น ท่ากวักมือเพื่อชักชวนพี่น้องที่ไปอยู่ในมาเลเซียให้กลับมายังบ้านเกิด ท่าปลาแหวกว่าย ท่าชักอวน คือจะประกอบกับการตบมือเป็นจังหวะให้เกิดความสนุกสนาน   เวลาทำการแสดงจะต้องเริ่มด้วยการโหมโรงดนตรีเพื่อปลุกเร้าหรือเรียกผู้ชม เมื่อพร้อมแล้วก็ทำการแสดง โดยว่าเพลงกลอนไปตามเนื้อหา หากใครมีข้อโต้แย้งก็ให้แสดงความคิดเห็น เป็นการปะทะคารมกันคล้ายโต้วาที ซึ่งความสนุกสนานจะแฝงอยู่ตรงนี้
        เนื้อหาที่เอามาร้องโต้กันจะเกี่ยวกับวิถีชีวิต หรืออาชีพ เช่น ฝ่ายหนึ่งบอกว่าเก็บเกี่ยวปีนี้ได้ผลดี เพราะมีน้ำใช้ตลอดปี อีกฝ่ายก็อาจจะร้องว่า ทำนาไม่ได้ เพราะที่นาอยู่ห่างไกล ไม่มีน้ำใช้ รายได้เลยไม่งอกเงย อะไรทำนองนั้น เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน