นโยบายการเงิน

นโยบายการเงิน  หมายถึง  นโยบายของธนาคารกลางในการควบคุมปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ  โดยการควบคุมเงินสำรองส่วนเกินของธนาคารพาณิชย์  การควบคุมปริมาณเงินของธนาคารกลาง  เป็นหน้าที่ที่มีความสำคัญมาก  เพราะปริมาณเงินที่มีหมุนเวียนอยู่นั้นมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและการใช้จ่ายของประชากร  เพื่อที่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจมีการจ้างงานอย่างเต็มที่และมีเสถียรภาพทางด้านราคา

 

เครื่องมือของนโยบายการเงิน  มีด้วยกัน 3  วิธี  คือ

1. การเปลี่ยนแปลงอัตราเงินสดสำรองตามกฎหมาย  หมายถึง  การเพิ่มหรือลดอัตราเงินสดสำรองตามกฎหมายโดยธนาคารกลางจะเป็นผู้กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เก็บเงินสดสำรองไว้จำนวนหนึ่ง  เช่น  ธนาคารกำหนดอัตราเงินสดสำรองไว้ร้อยละ  20  ในจำนวนเงินฝาก  100  บาท  ธนาคารพาณิชย์จะเก็บเงินสดไว้  20  บาท  และอีก  80  บาท  ธนาคารพาณิชย์จะนำไปลงทุนเพื่อหากำไร

                ซึ่งอัตราเงินสดสำรองตามกฎหมายจะเป็นตัวกำหนดค่าของตัวทวีเงินฝาก  เมื่ออัตราเงินสดสำรองตามกฎหมายเปลี่ยนแปลงไป  ย่อมจะมีผลทำให้ค่าของตัวทวีเปลี่ยนแปลงไปด้วย    สำหรับตัวทวีเงินฝากสามารถคำนวณจากสูตร  ดังนี้

                                                ตัวทวีเงินฝาก   =                         1

                                                                                                อัตราเงินสดสำรองตามกฎหมาย

                ตัวอย่าง  เมื่ออัตราเงินสดสำรองตามกฎหมายมีค่าเท่ากับร้อยละ 20 สามารถที่จะหาค่าตัวทวีของเงินฝากได้ดังนี้                                                              ตัวทวีของเงินฝาก  =         1

                                                                                                             20

                                                         ตัวทวีของเงินฝากมีค่า  =      5

                เมื่อธนาคารกลางลดอัตราเงินสำรองตามกฎหมายลง  ก็จะมีผลทำให้เงินสดสำรองส่วนเกินเพิ่มขึ้น  และในที่สุดก็จะมีผลทำให้ปริมาณเงินที่ใช้หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น  เมื่อเงินสดสำรองส่วนเกินเพิ่มขึ้น  จะมีผลทำให้ธนาคารพาณิชย์สามารถที่จะขยายเครดิตโดยการให้กู้ยืมหรือซื้อหลักหลักทรัพย์ได้เพิ่มขึ้น และในทางตรงกันข้าม  ถ้าเพิ่มอัตราเงินสดสำรองตามกฎหมาย  ก็ทำให้เงินสดสำรองส่วนเกินลดลง  มีผลให้ปริมาณเงินที่ใช้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจลดลง  และจะมีผลให้ธนาคารขยายเครดิตโดยการให้กู้ยืมหรือซื้อหลักทรัพย์ลดลง

                2. การเปลี่ยนแปลงอัตรารับช่วงซื้อลดตั๋วเงินหรืออัตราธนาคาร หมายถึง  อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์จ่ายให้กับธนาคารกลางเมื่อต้องการกู้เงินจากธนาคารกลาง  ธนาคารพาณิชย์สามารถกู้ยืมจากธนาคารกลางได้  2  วิธี  คือ  ธนาคารพาณิชย์จะต้องนำเอาตั๋วสัญญาใช้เงินที่ธนาคารรับซื้อจากลูกค้าไปขายลดต่อธนาคารกลาง  และอีกวิธี  ธนาคารพาณิชย์จะใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน  หรืออาจจะเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินของธนาคารพาณิชย์  เมื่อธนาคารพาณิชย์ต้องการที่จะใช้เงินสด  ขณะที่ตั๋วเงินยังไม่ครบกำหนด  ธนาคารพาณิชย์จะนำเอาตั๋วเงินไปขายต่อให้ธนาคารกลาง  โดยธนาคารกลางจะหักอัตรารับช่วงซื้อลด  ซึ่งการเปลี่ยนแปลงอัตรารับช่วงรับซื้อตั๋วเงิน  ย่อมมีผลกระทบต่อปริมาณเงินที่ใช้หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ  ส่วนปริมาณเงินที่ใช้ หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจจะมีเป็นจำนวนมากหรือน้อย  ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจของประเทศว่าเกิดภาวะเงินเฟ้อหรือเงินฝืดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ

                3. การซื้อขายหลักทรัพย์ในท้องตลาด  สำหรับหลักทรัพย์ที่ธนาคารกลางซื้อขายกันส่วนมาก  ก็คือ  หลักทรัพย์รัฐบาล  โดยธนาคารกลางจะซื้อขายหลักทรัพย์โดยตรงกับธนาคารพาณิชย์  และสถาบันการเงินต่างๆ  ทั้งนี้เพื่อจะควบคุมเงินสดสำรองของธนาคารพาณิชย์  ธนาคารกลางจะขายหลักทรัพย์เมื่อต้องการที่จะลดปริมาณเงินที่ใช้หมุนเวียนในระเศรษฐกิจ  และธนาคารกลางจะซื้อหลักทรัพย์เมื่อต้องการที่จะเพิ่มปริมาณเงินที่ใช้หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ  ธนาคารกลางจะต้องคอยควบคุมดูแลและติดตามฐานะทางการเงินของประเทศ  เพื่อเป็นการควบคุมให้ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมและเพียงพอกับความต้องการของประชากร  และสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ  เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเงินเฟ้อหรือภาวะเงินฝืดมากจนเกินไป

                การแก้ไขปัญหาทางด้านเศรษฐกิจโดยการใช้นโยบายการเงิน  การใช้นโยบายการเงินในการแก้ไขปัญหาภาวะเงินเฟ้อ

                1. การแก้ไขปัญหาภาวะเงินเฟ้อโดยใช้มาตรการการเปลี่ยนแปลงอัตราเงินสดสำรองตามกฎหมาย  เมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อขึ้นในระบบเศรษฐกิจ  รัฐบาลจึงควรที่จะต้องลดอุปสงค์มวลรวมโดยการเพิ่มอัตราเงินสดสำรองตามกฎหมาย  จะทำให้เงินสดสำรองส่วนเกินลดลง  และในที่สุดก็จะมีผลทำให้ปริมาณเงินที่ใช้หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจลดลง

                2. การแก้ไขปัญหาภาวะเงินเฟ้อโดยการใช้มาตรการการเปลี่ยนแปลงอัตรารับช่วงซื้อลดตั๋วเงิน  รัฐบาลควรที่จะต้องลดความต้องการซื้อรวมลง  โดยการเพิ่มอัตรารับช่วงซื้อลดตั๋วเงินมากขึ้น  จะมีผลให้ต้นทุนของธนาคารพาณิชย์สูงขึ้น  ทำให้ธนาคารพาณิชย์กู้ยืมเงินจากธนาคารกลางได้จำนวนน้อยลง  เนื่องจากเงินสดสำรองส่วนเกินน้อยลง   และในที่สุดก็มีผลทำให้ปริมาณเงินที่ใช้หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจลดลง

                3. การแก้ไขปัญหาภาวะเงินเฟ้อโดยการใช้มาตรการการขายหลักทรัพย์ในท้องตลาด  เมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อขึ้นในระบบเศรษฐกิจ  ธนาคารกลางจะนำหลักทรัพย์ของรัฐบาลมาขายให้กับประชาชนทั่วไปและธนาคารพาณิชย์  ทั้งนี้เพื่อลดปริมาณเงินในมือของประชาชน

                 ซึ่งผลจากการลดปริมาณเงินที่ใช้หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจลง  ก็จะทำให้ระดับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น  จะมีผลทำให้นักลงทุนจำเป็นต้องลดการลงทุนลงจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อเจ้าของปัจจัยการผลิตในที่สุดจะมีผลทำให้การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของประชากรลดลง

                การใช้นโยบายการเงินในการแก้ไขปัญหาเงินฝืด

                1. การแก้ไขปัญหาเงินฝืดโดยการใช้มาตรการการเปลี่ยนแปลงอัตราเงินสดสำรองตามกฎหมาย  ธนาคารจะต้องทำการลดอัตราเงินสดสำรองตามกฎหมาย  จะส่งผลให้เงินสดสำรองส่วนเกินเพิ่มขึ้น  เมื่อธนาคารพาณิชย์มีเงินสดสำรองส่วนเกินเพิ่มมากขึ้น  จึงสามารถนำเงินออกมาให้กู้ยืมได้มากขึ้น  ในที่สุดก็ทำให้ปริมาณเงินที่ใช้หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น

            2. การแก้ไขปัญหาเงินฝืดโดยใช้มาตรการการเปลี่ยนแปลงอัตรารับช่วงซื้อลดตั๋วเงิน  ธนาคารกลางจะลดอัตรารันช่วงซื้อลดตั๋วเงินลง  จะมีผลทำให้ต้นทุนของธนาคารพาณิชย์ต้องการที่จะกู้ยืมเงินจากธนาคารกลางมากยิ่งขึ้น  เนื่องจากเงินสำรองส่วนเกินมากขึ้นและในที่สุดก็จะมีผลทำให้ปริมาณเงินที่ใช้หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น

                3. การแก้ไขปัญหาเงินฝืดโดยใช้มาตรการการซื้อหลักทรัพย์ในท้องตลาด  ธนาคารกลางจำเป็นที่จะต้องซื้อหลักทรัพย์ของรัฐบาลจากประชากรโดยทั่วไปและธนาคารพาณิชย์กลับคืน  ทั้งนี้เพื่อเป็นการเพิ่มปริมาณเงินในมือประชากรขึ้น

                ผลจากการเพิ่มปริมาณเงินที่ใช้หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ  ก็จะทำให้ระดับอัตราดอกเบี้ยลดต่ำลงมาด้วย  จึงมีผลทำให้นักลงทุนต่างก็สนใจที่จะเข้ามาลงทุน  ก็มีผลทำให้เจ้าของปัจจัยการผลิตต่างก็มีรายได้จากการขายปัจจัยการผลิตและในที่สุดก็จะก่อให้เกิดการจ้างงานเพิ่มมากขึ้น นาย ธวัชชัย  บุญชู  เลขที่ 36 เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ/47