ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง

สเต็มเซลล์...นวัตกรรมแห่งวงการแพทย์

ประชากรโลกทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคตประสบปัญหาโรคภัยรุมเร้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้โดยเฉพาะในสภาพสังคมของเทคโนโลยีและการแข่งขัน ผู้คนมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคภัยต่างๆรุนแรงขึ้น อาทิ โรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน (Cardiovascular disease) โรคทางระบบประสาทต่างๆ (neurodegenerative diseases) เช่น โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s) โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s) ตลอดจน โรคเบาหวาน (Diabetes) ซึ่งในปัจจุบันประชากรทั่วโลกกว่า 170,000,000 คน ป่วยด้วยโรคนี้

นักวิทยาศาสตร์และแพทย์ได้ให้ความสำคัญในการค้นคว้าองค์ความรู้ทางด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อการรักษาโรค ถึงกระนั้นก็ยังไม่สามารถรักษาโรครุนแรงต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในช่วง ค.ศ. 2000 นักวิทยาศาสตร์และแพทย์ก็ได้ค้นพบเทคโนโลยีหนึ่งซึ่งน่าสนใจ ที่จะสามารถแก้ไขปัญหาโรคภัยต่างๆ อันนำมาซึ่งอายุขัยที่ยืนยาวของประชากรโลกได้ นั่นก็คือ “สเต็มเซลล์”

สเต็มเซลล์ (stem cells) หรือเซลล์ต้นกำเนิด เป็นสิ่งที่กำลังอยู่ในความสนใจอย่างมากในปัจจุบันทั้งในโลกของการแพทย์และโลกของวิทยาศาสตร์ เนื่องจากเชื่อกันว่าสเต็มเซลล์สามารถ เพิ่มจำนวนและเปลี่ยนสภาพเป็นเนื้อเยื่อชนิดต่างๆ อวัยวะและระบบต่างๆ ในร่างกายได้ ยามที่มนุษย์เราเกิดบาดแผลที่ร่างกายและเนื้อเยื่อต่างๆ ก็จะสามารถซ่อมแซมและรักษาได้ ซึ่งสิ่งนี้เองเป็นสิ่งที่บ่งบอกและสนับสนุนเหตุผลของการมีอยู่ของสเต็มเซลล์ ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ในการรักษาโรคในอนาคต

สเต็มเซลล์สามารถจำแนกได้เป็น 3 ชนิด คือ เอ็มบริโอนิกสเต็มเซลล์ (embryonic stem cells; ESC) ฟีตัลสเต็มเซลล์ (fetal stem cells; FTC) และสเต็มเซลล์ในตัวเต็มวัย (adult stem cells; ASC) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์และแพทย์ส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับ ASC ในการนำไปใช้ประโยชน์ทางด้านการแพทย์ โดยสามารถเลือกเก็บ ASC ได้ 3 วิธี ได้แก่ ไขกระดูก กระแสโลหิต และเลือดจากสายสะดือของทารก (cord blood)

จากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เราสามารถแบ่ง ASC ออกเป็น 2 ชนิด คือ มีเซนไคมอลสเต็มเซลล์ (mesenchymal Stem Cells) ซึ่งเชื่อกันว่าสเต็มเซลล์ชนิดนี้จะสามารถเปลี่ยนเป็นเซลล์ของอวัยวะต่างๆ ได้ และฮีมาโทโปติกสเต็มเซลล์ (hematopoietic Stem Cells; HSC) ซึ่งเชื่อกันว่าสเต็มเซลล์ชนิดนี้จะสามารถเปลี่ยนเป็นเซลล์ของระบบโลหิตต่างๆ เช่น เม็ดเลือดแดง และเม็ดเลือดขาว เป็นต้น

ทางการแพทย์ได้ใช้สเต็มเซลล์ในการรักษาโรคต่างๆ ที่สำคัญ เช่น
เบาหวาน สเต็มเซลล์สามารถนำมาใช้ในการรักษาแผล และการเปลี่ยนรูปเป็นเซลล์ที่ผลิตอินซูลิน โรคที่เกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด การฉีดสเต็มเซลล์เข้าสู่เส้นเลือดหัวใจของผู้ป่วย สเต็มเซลล์จะสร้างเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจและเส้นเลือดใหม่ ทำให้หัวใจทำงานดีขึ้นได้ โรคโลหิตที่เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม เช่น โรคธาลัสซีเมีย ซึ่งโรงพยาบาลศิริราชเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกในโลกที่ใช้สเต็มเซลล์จากรกในการรักษาผู้ป่วยธาลัสซีเมีย โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว สเต็มเซลล์สามารถรักษา และชะลออาการของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งเต้านม และมะเร็งรังไข่ ในผู้ป่วยบางราย โรคไขข้ออักเสบรูมาตอยด์ สเต็มเซลล์สามารถเร่งการซ่อมแซมการสึกกร่อนของกระดูกได้ โรคกลุ่มเนื้องอกอันตราย โรคในระบบภูมิคุ้มกัน ระบบเมตาบอลิก โรคทางสมอง การใช้สเต็มเซลล์ก็ให้ผลดี แต่ยังไม่จัดเป็นวิธีการรักษามาตรฐาน เนื่องจากยังอยู่ในช่วงการศึกษาหาจำนวนสเต็มเซลล์ที่จำเป็น เวลาใช้ที่เหมาะสม หรือวิธีการใช้ที่ได้ผลดีที่สุด นอกจากนี้ โรคความเสื่อมของสมอง เช่น พาร์คินสัน อัลไซเมอร์ หรือผู้ที่ได้รับอุบัติเหตุไขสันหลังบาดเจ็บ พบว่าผลการวิจัยขั้นแรกในการใช้สเต็มเซลล์เพื่อการรักษาได้ผลดี

ทั้งนี้ การนำสเต็มเซลล์ไปใช้เพื่อการรักษานั้น จำต้องคำนึงถึงปัจจัยที่สำคัญคือ ปริมาณของสเต็มเซลล์ ความเร็วในการปลูกถ่าย และความเข้ากันได้ของ HLA (Human Leukocyte Antigen) ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการเลือกใช้สเต็มเซลล์เพื่อการรักษา เพราะ HLA เป็นกลุ่มยีนส์ที่สร้างแอนติเจนที่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจึงมีผลกับการรับหรือต่อต้านการเปลี่ยนอวัยวะ จากการศึกษาความสัมพันธ์ของ HLA กับบุคคลต่างๆ พบว่า ความเข้ากันได้ของ HLA ในบุคคลทั่วไปจะมีอัตราส่วนประมาณ 1:50,000 และมีอัตราส่วน 1:4 สำหรับบุคคลภายในครอบครัวเดียวกัน

เราหวังว่าการพัฒนาเทคโนโลยีสเต็มเซลล์จะเป็นการสร้างคุณภาพชีวิตของประชากรโลกให้ดีขึ้น ทั้งยังเป็นการสร้างภูมิปัญญาและองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์เพื่อคอยติดตามดูแลชีวิตของคนในโลกทุกขณะก้าวที่ย่างเข้าไปในโลกอนาคต

ที่มา:สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ( National Innovation Agency)
http://www.nia.or.th/