ในการพัฒนาประเทศให้มีความเจริญสามารถที่จะแข่งขันกับนานาประเทศได้นั้นต้องอาศัยคนที่มีความรู้ความสามารถเป็นกำลังสำคัญ ดังนั้นจึงต้องมีการพัฒนาคนให้มีคุณภาพโดยมุ่งเน้นให้คนเป็นศูนย์กลางอันเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญเป็นการนำไปสู่การกำหนดทิศทางในการพัฒนาการศึกษาจึงเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาคนให้เอื้อและสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของประเทศ เพื่อนำไปสู่ความเจริญที่ทัดเทียมและสามารถแข่งขันกับนานาชาติได้ในอนาคจตแต่การที่จะพัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพนั้น ต้องอาศัยครูเพราะเป็นผู้ที่มีบทบาทโดยตรงในการพัฒนาการศึกษาคือเป็นผู้สอนนักเรียนให้มีคุณลักษณะและความรู้ความสามารถตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ในหลักสูตรตามแผนพัฒนาการศึกษาของชาติ ฉบับที่ (พ.ศ. 2540-2544) ที่มุ่งเน้นให้มีการพัฒนาศักยภาพของตน โดยการสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการทำวิจัยเพื่อให้ทราบปัญหาและแนวทางในการพัมนาคุณภาพการศึกษาของประเทศ และสามารถนำผลการวิจัยไปใช้ในการพัฒนาปรับปรุงการเรียนการสอนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้นการวิจัยจึงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน โดยคณะกรรมการข้าราชการครูสนใจ คิดค้นแนวทางใหม่มาใช้ในการเรียนการสอน และสร้างสรรค์พัฒนางานในรูปแบบการเขียนตำราเรียนและการวิจัยสำหรับการเลื่อนตำแหน่งข้าราชการครูที่จะขอตำแหน่งอาจารย์ 3 ลักษณะงานวิจัยที่กำหนดไว้ควรเป็นการทำวิจัยในชั้นเรียนที่นำมาแก้ปัญหาหรือปรับปรุง การเรียนการสอน และการปฏิบัติงานในหน้าที่ ซึ่งเป็นการศึกษาสภาพปัญหาที่เกิดในห้องเรียน เช่น นักเรียนไม่ตั้งใจเรียน เป็นต้น หรืออาจเป็นปัญหาเกี่ยวกับการเรียนการสอน เช่น นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ เนื่องจากไม่เข้าใจเนื้อหาวิชา เป็นต้น การที่ครูทำวิจัยในชั้นเรียนเป็นการวิจัยที่ตรงปัญหาเพราะครูเป็นผู้พบปัญหาเอง เมื่อวิจัยแล้วสามารถนำผลการวิจัยไปใช้ได้จริง ดังที่ กมล สุดประเสริฐ (เยาวภา เจริญบุญ. 2537 : 3 ; อ้างอิง มาจาก กมล สุดประเสริฐ 2535 : 16) กล่าวไว้ว่างานวิจัยที่ดีมีความสำคัญและเป็นประโยชน์ที่สุดคือการวิจัยที่ได้จากครูผู้สอน ทั้งนี้เพราะครูผู้สอนจะอยู่ใกล้ชิดกับนักเรียนมากที่สุด เพราะข้อมูลที่ได้จะตรงและเป็นความจริงผลการวิจัยที่ได้จะเป็นประโยชน์และสามารถนำไปใช้ได้ตรงกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับนักเรียน เมื่อพิจารณาการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนส่วนใหญ่พบว่า เป็นการวิจัยที่ผู้ทำอยู่ภายนอกโรงเรียน ด้วยเหตุนี้ การนำผลการวิจัยนั้นมาใช้จึงประสบปัญหาเกี่ยวกับการไม่เข้าใจปัญหาที่แท้จริงซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ เยาวภา เจริญบุญ (2537 : 4) พบว่ามีจำนวนครูในกรุงเทพมหานครที่เคยทำการวิจัยนอกเหนือจากการทำวิทยานิพนธ์เพียง 4 เปอร์เช็นต์จากครูผู้สอนจบปริญญาโทมากกว่า 1000 คนในเขตกรุงเทพมหานคร ดังนั้นมีครูจำนวนที่ทำงานวิจัยในชั้นเรียนมีน้อยมาก จากสภาพปัญหาดังกล่าวทำให้เกิดความสนใจว่ามีเหตุผลอะไรที่ทำให้ครูผู้สอนไม่ทำการวิจัย เพื่อแก้ปัญหาการเรียนการสอนในห้องเรียน และการปฏิบัติงานในหน้าที่ จากผลการสำรวจปัญหาของเยาวภา เจริญบุญ (2537 : 56) ซึ่งได้ศึกษาองค์ประกอบที่มีความสัมพันธ์กับการทำวิจัยในโรงเรียน พบว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้ครูผู้สอนทำวิจัยในโรงเรียน ได้แก่ 1) ความต้องการในการหาวิธีสอนที่ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น 2) เพื่อแก้ปัญหาและช่วยเหลือนักเรียนในเรื่องเกี่ยวกับการเรียน 3) เพื่อทำผลงานอาจารย์ 3 4) การให้ การสนับสนุนของผู้บริหารในการทำวิจัยในโรงเรียน 5) เพื่อนครูให้ความร่วมมือกันทำวิจัยในโรงเรียน องค์ประกอบเหล่านี้เป็นสาเหตุที่สัมพันธ์กับการทำวิจัยเพราะเป็นพฤติกรรมการทำงานที่ต้องมีการแก้ปัญหา พัฒนาและปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนรวมถึงการแก้ไขปัญหาการเรียนการสอนของครู การทำวิจัยในชั้นเรียนของครูนั้นมีปัจจัยต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการทำวิจัยในชั้นเรียนทั้งในด้านจิตวิทยา สังคม และสภาพแวดล้อม ซึ่งจะเป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาครูให้เกิดพฤติกรรมการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูโรงเรียนมัธยมศึกษา ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยจึงได้นำทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน (The Theory of Planned Behavior) ซึ่งเป็นทฤษฎีทางจิตวิทยาสังคมมาประยุกต์เป็นกรอบแนวคิดในการวิจัย เพื่ออธิบายถึงสาเหตุต่าง ๆ ที่ส่งเสริมและเป็นอุปสรรคต่อการทำวิจัยในชั้นเรียนของครู ตามทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนที่ได้กล่าวถึงบุคคลที่จะกระทำพฤติกรรมจนสำเร็จในสถานการณ์หนึ่ง ๆ ไว้ 3 ประการ คือ 1) เกิดจากแรงจูงใจส่วนบุคคล 2) เกิดจากแรงผลักดันของสังคม 3) เกิดจากปัจจัยที่ควบคุมอื่น ๆ ที่เอื้ออำนวยให้กระทำพฤติกรรม ปัจจัยทั้ง 3 จะมีอิทธิพลต่อการกระทำของบุคคลแต่ละครั้งแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับลักษณะพฤติกรรมและสถานการณ์เป็นสำคัญ การศึกษาลักษณะนี้เป็นการศึกษาพฤติกรรมของบุคคลในลักษณะปฏิสัมพันธ์ที่ให้ความสำคัญต่ออิทธิพลของปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยสังคม และปัจจัยควบคุม ที่ส่งผลต่อการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูดังนั้นในงานวิจัยนี้จึงศึกษาว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการวิจัยในชั้นเรียนของครูโรงเรียนมัธยมศึกษา ทำให้ผู้วิจัยสนใจที่ศึกษาเพื่อนำผลวิจัยที่ได้เป็นข้อมูลและเป็นแนวทางนำไปสู่การพัฒนาพฤติกรรมการทำวิจัยในชั้นเรียนของครู เพื่อให้เกิดการนำพฤติกรรมการทำวิจัยในชั้นเรียนนำไปใช้ปรับปรุงและพัฒนาการเรียนการสอนให้บรรลุเป้าหมาย โดยการสร้างเสริมปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูต่อไป

               ดิฉันคิดว่านอกจากสาเหตุสำคัญที่ทำให้ครูผู้สอนทำวิจัยในโรงเรียน ได้แก่ 1) ความต้องการในการหาวิธีสอนที่ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น 2) เพื่อแก้ปัญหาและช่วยเหลือนักเรียนในเรื่องเกี่ยวกับการเรียน 3) เพื่อทำผลงานอาจารย์ 3 4) การให้ การสนับสนุนของผู้บริหารในการทำวิจัยในโรงเรียน 5) เพื่อนครูให้ความร่วมมือกันทำวิจัยในโรงเรียน  ยังมีสาเหตุอีกหลายประการที่เป็นแรงจูงใจให้ครูผู้สอนต้องทำการวิจัยในชั้นเรียน  เพื่อทำให้เกิดการพัฒนาและเพื่อดูความก้าวหน้าในการเรียนของเด็กและวิธีการสอนของครู

         นอกจากนี้ดิฉันยังคิดว่าควรส่งเสริมพฤติกรรมการวิจัยในชั้นเรียนของครู เพราะจากผลการวิจัยชิ้นนี้สามารถสรุปผลในทางปฏิบัติได้ดังนี้ ควรให้ครูได้มีโอกาสในการทำวิจัยเป็นสิ่งสำคัญ เพราะพบว่าเจตคติต่อพฤติกรรมการวิจัยในชั้นเรียน และการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการวิจัยในชั้นเรียน ดังนั้นจึงควรที่จะให้ครูได้รับความรู้และได้ทำการวิจัยในชั้นเรียนในระดับที่พอทำได้สักครั้งหนึ่งโดยใช้วิธีอบรมเชิงปฏิบัติการให้ครูได้ทำจริงและติดตามผลเป็นระยะ เพื่อคอยแนะนำช่วยเหลือให้ครูนั้นทำวิจัยได้สำเร็จ ซึ่งจะส่งผลถึงเจตคติและการรับรู้ความสามารถของตนเองในการควบคุมพฤติกรรมการวิจัยในชั้นเรียน อีกทั้งยังมีความสอดคล้องกับพฤติกรรมการทำวิจัยในอดีตเป็นตัวทำนายที่สำคัญตัวหนึ่ง เพราะมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการวิจัยในชั้นเรียน เพราะครูที่เคยทำวิจัยในอดีตมีแนวโน้มที่จะทำวิจัยในชั้นเรียนอยู่ในระดับมาก ซึ่งตรงกันข้ามกับครูที่ไม่เคยทำการวิจัยในอดีต