จุดต่างจุดร่วมแห่ง สิทธิ เสรีภาพ

 

ปกติในชีวิตประจำวันของเรานั้น ย่อมประสบพบเจอกับคำว่า สิทธิ เป็นประจำในบริบทต่างๆ เช่น อย่าลืมออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งนะ  พวกเราใช้สิทธิชุมนุมโดยสงบ  ไปจนถึงกรณี ใช้สิทธิในการแลกของสมนาคุณจากบัตรเครดิต เป็นต้น และอีกคำหนึ่งก็คือคำว่า เสรีภาพ ซึ่งก็พบการใช้ถ้อยคำดังกล่าวนี้ในหลากหลายบริบทเช่นเดียวกัน

 

ในการนิยามความหมายของถ้อยคำดังกล่าวนี้ ได้มีผู้รู้ได้ให้ความหมายไว้อย่างมากมายในหลายหลากมิติ ไม่ว่าจะเป็นในมิติเชิงอักษรศาสตร์ หรือในมิติเชิงนิติศาสตร์ อาทิ

สิทธิ หมายถึง อำนาจอันชอบธรรม เช่น บุคคลมีสิทธิและ หน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ เขามีสิทธิ์ในที่ดินแปลงนี้. (ป., ส.);(กฎ) อํานาจที่จะกระทําการใด ๆ ได้อย่างอิสระ โดยได้รับการรับรองจากกฎหมาย.[1]

สิทธิ ได้แก่  อำนาจและ/หรือประโยชน์ ซึ่งได้รับการรับรองและ/หรือได้รับการคุ้มครอง[2]

 

สิทธิ คือ ความชอบธรรมที่บุคคลใช้ยันกับผู้อื่นเพื่อคุ้มครองหรือรักษาผลประโยชน์อันเป็นส่วนที่พึงได้ของบุคคลนั้น สิทธิ หรือ กฎหมาย จึงเป็นเรื่องของการแบ่งขอบเขตหรือการแบ่งส่วนว่า ส่วนของใครก็เป็นของคนนั้น เมื่อเป็นส่วนของใครก็เป็นความชอบธรรมของคนนั้นที่จะใช้ส่วนนั้นภายในขอบเขตนั้น สิทธิจึงเป็นความชอบธรรมของคนนั้นที่จะใช้ส่วนนั้นภายในขอบเขตนั้น สิทธิจึงเป็นความชอบธรรม[3]

 

สิทธิ  คืออำนาจที่กฎหมายรับรองให้แก่บุคคลในอันที่จะกระทำการเกี่ยวข้องกับทรัพย์หรือบุคคลอื่น เป็นอำนาจที่กฎหมายรับรองให้แก่บุคคลหนึ่งในอันที่จะเรียกร้องให้ผู้อื่นอีกคนหนึ่งหรือหลายคน กระทำการบางอย่างบางประการให้เกิดประโยชน์แก่ตน[4]

 

สิทธิ เป็นประโยชน์ที่กฎหมายรับรองและคุ้มครองให้และเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ประโยชน์แก่บุคคลไว้โดยเจาะจงและกฎหมายได้คุ้มครองประโยชน์นี้ โดยบุคคลผู้ได้รับประโยชน์สามารถใช้สิทธิทางศาล[5]

 

สิทธิ คือ อำนาจที่กฎหมายรับรองให้แก่บุคคล ในอันที่จะกระทำการเกี่ยวข้องกับทรัพย์ หรือบุคคลอื่น เช่นสิทธิทางหนี้ กรรมสิทธิ์ ฯลฯ กล่าวคือ สิทธิเป็นอำนาจที่กฎหมายรับรอง ให้แก่บุคคลหนึ่งในอันที่จะเรียกร้องให้บุคคลอื่น หรือหลายคนกระทำการหรือละเว้นการกระทำการบางอย่างบางประการให้เกิดประโยชน์แก่ตน[6]

 

ทั้งนี้ในส่วนของต่างประเทศนั้น ก็ได้มีการนิยามความหมายของคำว่าสิทธิไว้เช่นเดียวกัน เช่น

สิทธิ หมายถึง 1 สิ่งซึ่งมีอยู่อย่างเหมาะสม ภายใต้กฎหมาย ศีลธรรมหรือจริยธรรม 2 บางสิ่งที่เกิดขึ้นจากบุคคลโดยการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมายหรือหลักศีลธรรม 3 หรือ อำนาจ เอกสิทธิ์ หรือ ความคุ้มกันที่ให้ความปลอดภัยแก่บุคคลโดยกฎหมาย...[7]

 

สิทธิ หมายถึง     1.กรรมสิทธิ์หรือผลประโยชน์ในทรัพย์สินใดๆ

2.ผลประโยชน์อื่นใดก็ตามหรือเอกสิทธิ์ ซึ่งได้รับการยอมรับและปกป้องโดยกฎหมาย

3.เสรีภาพ(Freedom)ในการใช้อำนาจใดๆซึ่งได้รับมาโดยกฎหมาย[8]

               

                อย่างไรก็ตามบ่อยครั้งที่เราพบว่า มีการใช้คำว่า เสรีภาพ คู่กันไปกับคำว่า สิทธิ เช่น สิทธิเสรีภาพของประชาชน หรือ บางครั้งก็ใช้คำว่าเสรีภาพในบริบทที่เกี่ยวโยงกันกับคำว่าสิทธิ เช่น สิทธิในเสรีภาพเป็นต้น ดังนั้นเพื่อให้เกิดความชัดเจนในประเด็นดังกล่าวนี้ จึงเห็นควรพิจารณานิยามความหมายของคำว่าเสรีภาพด้วย

 

                ชาวกรีกโบราณรู้จักเสรีภาพในความหมายของเสรีภาพที่ปัจจุบันเรียกว่า เสรีภาพในการเคลื่อนย้าย (Freedom of Movement) ชาวกรีกชื่อ Epictatus เรียกเสรีภาพว่า eleutheria ซึ่งนักคิดในสมัยต่อมาเชื่อกันว่ารากศัพท์ดังกล่าวหมายถึง “to go where one wills”

 

                สาเหตุที่ชาวกรีกเข้าใจว่า เสรีภาพ ว่าหมายถึงความมีอิสระในการเคลื่อนย้ายก็เนื่องมาจาก ยุคกรีกมีประชาชนที่ตกเป็นทาสจำนวนมาก ความรู้สึกอันดับแรกของประชาชนที่ตกเป็นทาส คืออิสรภาพในการเคลื่อนย้ายเดินทางโดยปราศจากการควบคุมใดๆทั้งสิ้น ชาวกรีกจึงมักจะเข้าใจ เสรีภาพ ในลักษณะของการเคลื่อนย้ายโดยอิสระต่อมาความหมายนี้ก็เปลี่ยนไปแต่ก็ยังไม่ทิ้งเค้าเดิมคือจาก “to go where one wills” เป็น “to do what one wills”[9]

 

                แต่ก่อนที่จะหาคำนิยามของคำว่าเสรีภาพ อันดับแรกควรสร้างความเป็นเอกภาพในส่วนประเด็นการใช้ถ้อยคำก่อน กล่าวคือ ในบางตำราก็ใช้ถ้อยคำในคำว่า เสรีภาพ และในบางครั้งก็จะพบกับคำว่า อิสรภาพ ซึ่งทั้งสองคำนี้ เมื่อพิจารณาตาม พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็มีความหมายที่ใกล้เคียงกัน กล่าวคือ

 

                คำว่า เสรี นั้น หมายถึง ที่ทำได้โดยอิสระ, มีสิทธิที่จะทําจะพูดได้โดยไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น. (ป.; ส. ไสฺวรินฺ).

คำว่า อิสระ นั้น หมายถึง เป็นใหญ่, เป็นไทแก่ตัว, เช่น อิสรชน, ที่ปกครองตนเอง เช่น รัฐอิสระ, ไม่ขึ้นแก่ใคร, ไม่สังกัดใคร, เช่น อาชีพอิสระ นักเขียนอิสระ. น. ความเป็นไทแก่ตัว เช่น ไม่มีอิสระ แยกตัวเป็นอิสระ. (ป. อิสฺสร; ส. อีศฺวร).

คำว่า ภาพ นั้น หมายถึง ความ, ความมี, ความเป็น, มักใช้ประกอบเป็นส่วนท้ายของคำสมาส เช่น มรณภาพ ว่า ความตาย

 

ดังนั้นแล้วคำว่า เสรีภาพ นั้น จึงหมายถึง ความสามารถที่จะกระทำการใด ๆ ได้ตามที่ตนปรารถนาโดยไม่มีอุปสรรคขัดขวาง เช่น เสรีภาพในการพูด เสรีภาพในการนับถือศาสนา, ความมีสิทธิที่จะทำจะพูดได้โดยไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น.

 

ส่วนคำว่า อิสรภาพ จึงหมายถึง ความเป็นใหญ่, ความเป็นไทแก่ตัว; การปกครองตนเอง.

และก็มีผู้รู้บางท่านได้ให้ความหมายไว้ว่า เสรีภาพ เป็นสภาวการณ์ของมนุษย์ที่ไม่อยู่ภายใต้การครอบงำของบุคคลอื่น หรือปราศจากการหน่วงเหนี่ยว ขัดขวาง บุคคลใดบุคคลหนึ่งย่อมมีเสรีภาพอยู่ ตราบเท่าที่บุคคลนั้นไม่ถูกบังคับให้ต้องกระทำในสิ่งที่ไม่ประสงค์จะทำ หรือไม่ถูกหน่วงเหนี่ยวขัดขวางไม่ได้กระทำในสิ่งที่บุคคลนั้นประสงค์จะทำ[10]

 

ทั้งนี้ในภาษาอังกฤษก็มีการใช้ในสองถ้อยคำที่พบบ่อยเช่นเดียวกัน กล่าวคือ คำว่า “Freedom” และ “Liberty” ทั้งนี้เมื่อพิจารณาความหมายตาม Black’s Law Dictionary แล้วพบว่า

freedom. 1. The state of being  free or liberated. 2.A political right.”

“liberty. 1.freedom from arbitrary or under external restraint, esp. by a government <give me liberty or give me death> 2.A right, privilege, or immunity enjoyed by prescription or by grant; the absence of a legal duty imposed on a person <the liberties protected by the Constitution>”

 

ซึ่งทั้งสองคำนี้ ในความหมายข้างต้นก็ยังมีการกล่าวอ้างถึงซึ่งกันและกันนั่นก็คือ คำว่า “freedom” ก็มีการอ้างถึงคำว่า “liberty” ซึ่งคำว่า “liberty” ก็มีการอ้างถึง คำว่า“freedom” เช่นเดียวกัน ดังนั้นจำต้องพิจารณาต่อไปถึงความหมายภาษาไทยในบริบท แห่งมิติทางนิติศาสตร์ ซึ่งในศัพท์นิติศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน  พ.ศ. ๒๕๔๙ ทั้งคำว่า“freedom”และ“liberty” ก็ล้วนมีความหมายเช่นเดียวกันคือ เสรีภาพ

 

ดังนั้นแล้วความหมายของคำว่า “freedom” ตาม Black’s Law Dictionary จึงหมายถึง ลักษณะของความเป็นอิสระ หรือได้รับความเป็นอิสระ ส่วนคำว่า “liberty” หมายถึง 1. เสรีภาพจากการหน่วงเหนี่ยวควบคุมตัวตามอำเภอใจ หรือ การหน่วงเหนี่ยวควบคุมตัวทางภายนอกอย่างผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโดยรัฐบาล 2. สิทธิ เอกสิทธิ หรือความคุ้มกันที่ได้รับ โดยการบัญญัติหรือโดยการให้ และซึ่งการไม่มีอยู่ในหน้าที่ทางกฎหมาย ก็จะถูกกำหนดให้แก่บุคคลด้วย

 

จากความหมายที่กล่าวมาทั้งหมดในข้างต้นนั้น เมื่อนำมาพิเคราะห์แล้วพบว่า ความหมายในมิติเชิงอักษรศาสตร์ ทั้งคำว่าเสรีภาพและอิสรภาพ ก็ล้วนมีนัยความหมายที่ไม่ต่างกันมากมายนัก สามารถนำไปใช้ในบริบทเดียวกันได้ และเมื่อนำมาเทียบเคียงกันกับความหมายในมิติเชิงนิติศาสตร์ โดยในตำราภาษาอังกฤษก็มีการใช้กันในสองคำอย่างกว้างขวาง กล่าวคือ “freedom”และ“liberty”  ซึ่งก็พบว่าเป็นคำที่มีความหมายใกล้เคียงกันทั้งคู่ และยังมีการอ้างถึงซึ่งกันและกันในสองคำนี้ และยิ่งไปกว่านั้นในพจนานุกรมศัพท์นิติศาสตร์ ทั้งสองคำยังมีความหมายเดียวกัน คือ เสรีภาพ ดังนั้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคำว่า เสรีภาพ อิสรภาพ “freedom” หรือ “liberty” จึงเป็นคำที่มีนัยความหมายใกล้เคียงกันอย่างยิ่ง กล่าวคือ ความมีอยู่ซึ่งอิสระในการกระทำใดๆ รวมถึงปลอดจากการถูกกระทำการใดๆอันมิชอบด้วยกฎหมายอีกด้วย

 

อย่างไรก็ดีพบว่า โดยทั่วไปแล้วคำว่าสิทธิและเสรีภาพ มักจะใช้ในความหมายรวมๆกันไป เช่น สิทธิเสรีภาพในการพูด ในการแสดงความคิดเห็น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ได้พูดถึงสิทธิในชีวิต ร่างกาย อนามัย ทรัพย์สิน และเสรีภาพ และยังได้กล่าวถึงเสรีภาพไว้อีกว่า หมายถึง ความสามารถในการเคลื่อนไหวโดยปราศจากการถูก แทรกแซง ขัดขวาง หากมีการจับกุมคุมขังโดยมิชอบ ย่อมจะต้องถือว่ามีการละเมิดต่อเสรีภาพแล้ว เป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่าการกระทำละเมิดตามมาตรา 420 เป็นการประทุษร้ายต่อสิทธิของบุคคลอื่นจึงน่าจะถือได้ว่ากฎหมายแพ่งและพาณิชย์เองก็มิได้แยกสิทธิและเสรีภาพออกจากกันอย่างเด็ดขาด ถึงแม้จะถูกใช้ในลักษณะที่มิได้แยกจากกันอย่างเด็ดขาดดังที่กล่าวมาแล้วก็ตาม สิทธิและเสรีภาพยังคงมีความแตกต่างในเนื้อหาและสาระที่สำคัญ ดังนี้

 

สิทธินั้นถือเป็นอำนาจหรือโอกาสที่มีการคุ้มครองว่าถ้าทำไปแล้วไม่ผิด และมีทางเลือกว่าจะทำหรือไม่ก็ได้ ถือเป็นประโยชน์ที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองโดยทั่วไปแล้วย่อมมาจากกฎหมาย(Legal Rights) ส่วนเสรีภาพ หมายถึง ความมีอิสระที่จะกระทำการหรืองดเว้นกระทำการใดๆ จึงอาจกล่าวได้ว่า สิทธิ คืออำนาจ ผู้ทรงสิทธิสามารถที่จะเลือกได้ว่าจะใช้สิทธิที่มีอยู่หรือไม่ก็ได้ หากใช้สิทธิเช่นว่านี้กฎหมายก็รับรองและคุ้มครองให้ เช่น สิทธิในการชุมนุมประท้วงอย่างสงบของลูกจ้าง ผู้เป็นเจ้าของสิทธิคือตัวลูกจ้างจะใช้สิทธิที่มีอยู่หรือไม่ก็ได้ หากใช้กฎหมายก็คุ้มครองให้ กล่าวคือ บุคคลอื่น ได้แก่ นายจ้างหรือตำรวจจะกระทำการห้ามปรามหรือขัดขวางการใช้สิทธิดังกล่าวของลูกจ้างนั้นมิได้ ส่วนเสรีภาพจะหมายถึง การจำกัดขอบเขตของการใช้สิทธิที่มีอยู่ ได้แก่ การกำหนดในเรื่องวิธีการใช้สิทธิเช่นนั้นว่าควรจะใช้อย่างไร เช่น ในการใช้สิทธิชุมนุมประท้วงของลูกจ้างดังกล่าวจะต้องกระทำด้วยความสงบ ไม่รบกวนขัดขวาง หรือล่วงละเมิดต่อสิทธิของผู้อื่น กล่าวคือ จะทำการปิดถนนกีดขวางการจราจรหรือทำการบังคับ ขู่เข็ญนายจ้างให้ยอมตามคำเรียกร้องของตนเองมิได้[11]

 

                แต่ทั้งนี้ ก็ยังมีนักกฎหมายบางท่านที่เห็นว่า เสรีภาพนั้นเป็น หนึ่งในประเภทของสิทธิ กล่าวคือ Wesley Horfrld เห็นว่า สามารถแบ่งสิทธิออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้

1.       สิทธิที่เป็นการเรียกร้อง(Claim-rights)

2.       สิทธิที่เป็นเสรีภาพ(Liberty-right)

3.       สิทธิที่เป็นอำนาจ(Power)

4.       สิทธิที่เป็นความคุ้มกัน(Immunity)[12]

 

และผู้รู้บางท่าน  ก็เห็นว่าสิทธิและเสรีภาพมีความหมายที่แตกต่างกัน เนื่องจากสิทธินั้น หมายถึง ประโยชน์ที่กฎหมายรับรองและคุ้มครองให้ ส่วนเสรีภาพ หมายถึง ความมีอิสระที่จะกระทำการ อย่างไรก็ตาม หากเสรีภาพใดมีกฎหมายรับรองและคุ้มครอง เสรีภาพนั้นก็อาจเป็นสิทธิด้วย ดังที่มักมีผู้เรียกรวมๆกันไปว่าสิทธิและเสรีภาพ[13]

 

ดังนั้นแล้วในภาพกว้าง สิทธิและเสรีภาพ จึงเป็นคำที่มีนัยความหมายทั้งที่คล้ายคลึงกันและแตกต่างกัน แต่ก็เป็นเพียงการแตกต่างกันในประเด็นปลีกย่อยเล็กน้อยเท่านั้น หาได้ทำให้ความมุ่งหมายในการที่จะคุ้มครองซึ่งสิทธิเสรีภาพแห่งปัจเจกชนลดถอยด้อยลงแต่อย่างใดไม่



[1]  พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒

[2] นพนิธิ  สุริยะ, สิทธิมนุษยชน,(กรุงเทพมหานคร: บริษัท สำนักพิมพ์วิญญูชน จำกัด, 2537) น.17

[3] สมยศ  เชื้อไทย,คำอธิบายวิชากฎหมายแพ่งภาคทั่วไป : ความรู้กฎหมายทั่วไป, พิมพ์ครั้งที่ 3 (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยธรมศาสตร์,2538),น.97-99

[4] วรพจน์  วิศรุตพิชญ์, สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540, พิมพ์ครั้งที่ 1 (กรุงเทพหานคร: สำนักพิมพ์วิญญูชน),น. 21

[5] หยุด  แสงอุทัย, ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป, พิมพ์ครั้งที่ 9 (กรุงเทพหานคร: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์),น. 118

[6] ชลภูมิ  เย็นทรวง,  วารสารตุลาการรัฐธรรมนูญ, เล่มที่ 25(2),ปีที่ 9, น.150 ม.ค.-เม.ย. 2550).

[7] Bryan A. Garner,Black’s Law Dictionary (St. Paul, Minn. : Thomson/West, 2004),pp.1347

[8] Martin, Elizabeth A., A Dictionary of law (Oxford : Oxford University Press, 2002),pp.435

[9] เฉลิมพร  อุ่นแก้ว., เสรีภาพสื่อมวลชนภายใต้กรอบแห่งกฎหมายไทย = Freedom of mass media under Thai Law,” (วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต คณะคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2534), น.29

 

[10] อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 6, น.150

[11] ผศ.อุดมศักดิ์  สินธิพงษ์, สิทธิมนุษยชน,(กรุงเทพหานคร: สำนักพิมพ์วิญญูชน),น. 20

[12] เนตรนภา  พุทธสุวรรณ, การคุ้มครองสิทธิมนุ

บันทึกนี้เขียนโดย  เมื่อ 

เข้าระบบ ให้ดาว ไม่ให้แล้ว    บันทึกนี้ยังไม่ได้ดาวได้ดาว {{ l3nr.actionable.vote_counter }}
 
{{ comment.user.fullname }}
{{ comment.name }}
เพิ่มความเห็น
{{ l3nr.current_user.fullname }} - เพิ่มความเห็น