เวียดนามในหลายปีที่ผ่านมา เป็นปรากฏการณ์ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Poster Child คือเป็นเหมือน ดาราเด็กที่น่ารักมากจนใครๆ เอารูปมาแปะข้างฝา แต่พอเริ่มมีปัญหาคนก็บอกว่า เด็กที่น้ารักได้หลงระเริง  และลืมตัวจนกลายเป็นเด็กมีปัญหา Problem Child แม้แต่สถาบันจัดอันดับเครดิตอย่างมูดีส์ก็ยังตั้งตัวไม่ค่อยติด เพราะเมื่อต้นปีที่แล้วเพิ่งปรับแนวโน้มเครดิตระยะยาวของเวียดนามจากเสถียรภาพเป็นแนวโน้มเชิงบวก แต่หลังจากนั้นเพียงปีเศษ คือประมาณหนึ่งเดือนที่ผ่านมา กลับปรับแนวโน้มจากเชิงบวกเป็นเชิงลบแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ โดยมีความเห็นประกอบว่า ความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจที่เพิ่งปรากฏในปัจจุบันมีมากกว่าที่คาดไว้แต่เดิม ซึ่งปัญหาที่พอจะสรุปได้ก็มีดังนี้


      1.เงินเฟ้อสูง ล่าสุดขึ้นไปถึง 25% แล้ว เป็นเพราะรายได้เฉลี่ยต่อหัวของเวียดนามยังต่ำ สัดส่วนของอาหารและพลังงานในการครองชีพสูงมาก และเนื่องด้วยการที่เศรษฐกิจขยายตัวติดต่อกันมาหลายปีมักจะทำให้ดี-มานด์ในประเทศสูง รวมทั้งราคาทรัพย์สินและค่าแรงที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วอีกด้วย เพียงแต่ว่า 25% เป็นตัวเลขที่สูงเกินสมควร
      2.ตลาดหุ้นตกต่ำ ดัชนีตลาดตั้งแต่ต้นปีลดลงแล้วประมาณ 60% มากกว่าตลาดหุ้นอื่นในโลก แต่เดิมคนมองว่าเป็นผลต่อเนื่องจากปัญหาเงินเฟ้อ ทำให้ธนาคารกลางขึ้นดอกเบี้ยและดึงสภาพคล่องออกจากระบบ แต่ตลาดหุ้นก็ยังไม่หยุดตก ซึ่งน่าจะเกิดจากความกลัวว่าลูกโป่งกำลังจะแตก จึงชิงกันหนีตายไว้ก่อน
      3.ค่าเงินอ่อน ล่าสุดธนาคารกลางลดอัตราอ้างอิงลงทีเดียวประมาณ 2% ส่วนในตลาดมืดค่าเงินยังตกต่ำหนัก คืออ่อนกว่าอัตราทางการกว่า 10%
      4.ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลสูง ปี 2007 ขาดดุลกว่า 1.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสูงมาก แต่ตัวเลขของปีนี้ยิ่งน่าตกใจ เพราะเพียง 5 เดือน ขาดดุลมากกว่าปีที่แล้วทั้งปีเสียอีก สำหรับบัญชีเดินสะพัดปีนี้คาดว่าทั้งปีจะขาดดุลกว่า 7.5% ของจีดีพี
เวียดนามค้านหัวชนฝากับเสียงวิจารณ์บางกระแสที่ว่าเศรษฐกิจอยู่ในสภาพฟองสบู่ เหมือนประเทศไทยก่อนวิกฤติปี 1997 และแสดงความมั่นใจว่าจะไม่จำเป็นต้องไปขอใช้บริการของไอเอ็มเอฟ เพราะหนี้ต่างประเทศก็ยังต่ำมาก เพียงประมาณ 2 หมื่นกว่าล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณเงินสำรองที่มีอยู่
      5.งบประมาณขาดดุลสูง เวียดนามเป็นประเทศที่มีค่าใช้จ่ายในภาครัฐสูงมาก คือกว่า 3.5% ของจีดีพี และในปี 2007 การขาดดุลการคลังสูงเกือบ 7% ของจีดีพี สำหรับปีนี้ประมาณว่าจะขาดดุลไม่ต่ำกว่า 6.5% ของจีดีพี ปัญหาข้อนี้ถือว่าเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุด ถ้าไม่มีปัญหาวินัยการคลัง ปัญหาอื่นๆ ที่กล่าวมาทั้งหมดก็คงมีน้อยกว่านี้

        ถ้าจะเปรียบเทียบกับการพัฒนาประเทศของจีนแล้ว เวียดนามยังมีข้อที่อ่อนด้อยกว่าจีนอยู่2 เรื่องใหญ่ๆ คือ
1.รัฐบาลจีนมีวินัยการคลังสูงกว่าเวียดนามมาก ตั้งแต่เริ่มต้นพัฒนาเมื่อสิบกว่าปีก่อน ไม่เคยขาดดุลงบประมาณเกิน 2 - 3 % ของจีดีพี และยิ่งนับวันยิ่งขาดดุลน้อยลง จนล่าสุดอยู่ในระดับต่ำกว่า 1% ของจีดีพีแล้ว
2.ธนาคารกลางของจีนสะสมทุนสำรอง จนจีนมีทุนสำรองมากที่สุดในโลกความมั่งคั่งที่เกิดจากการมีทุนสำรองสูงำให้มีความยืดหยุ่นในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการล่มสลาย