ลุ้นข่าวดี น้ำมันมีแนวโน้มลดราคาลงสัปดาห์หน้า

          หลังราคาน้ำมันสำเร็จรูปทิ่สิงคโปร์ลดลงแรงมาก โดยเบนซินลดลงถึง 3.80 ดอลลาร์ แต่ต้องจับตาราคาน้ำมันดิบตลาดโลกพุ่งขึ้นสวนทาง

 

 

รายงานข่าวจากวงการค้าน้ำมันระบุว่า

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปตลาดโลกลดลงต่อเนื่อง และมีแนวโน้มจะลดราคาเบนซินขายปลีกในไทยลงได้

เพราะเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (2 พ.ค.) ราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่สิงคโปร์ลดลงแรงมาก โดยเบนซินลดลงถึง 3.80 ดอลลาร์สหรัฐฯมาอยู่ที่ 115 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ดีเซลลดลง 3.54 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 137.90 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบดูไบลดลง 1.50 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 104.80 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ส่งผลให้ค่าการตลาดน้ำมันเบนซินขึ้นมาสูงในระดับ 2 บาทต่อลิตร แต่ดีเซลยังติดลบ 50 สตางค์

          อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ล่าสุดราคาน้ำมันดิบตลาดสหรัฐฯ ได้พุ่งขึ้นถึง 3.80 ดอลลาร์สหรัฐฯ ไปอยู่ที่ 116.32 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล หลังมีข่าวว่าเครื่องบินตุรกีทิ้งระเบิดโจมตีแหล่งซ่องสุมของกลุ่มกบฏชาวเคิร์ด ในอิรักตรงแนวพรมแดนที่เชื่อมต่อกับอิหร่าน ทำให้ตลาดเกิดความวิตกว่า แหล่งผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางอาจได้รับผลกระทบ และอาจจะส่งผลให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่สิงคโปร์ในวันจันทร์นี้ (5 พ.ค.) ปรับขึ้นตาม ซึ่งอาจจะทำให้ผู้ค้าน้ำมันชะลอการปรับลดราคาน้ำมันขายปลีกได้ 

 

                                 กรมการค้าภายในยังไม่อนุมัติเหล็กและนมขึ้นราคา 

              กรมการค้าภายในยังไม่อนุมัติให้เหล็กและนมขึ้นราคา โดยยังอยู่ระหว่างพิจารณาข้อมูลต่างๆ แต่เปิดทางหากสินค้าใดต้นทุนสูงขึ้นจนรับภาระไม่ไหว สามารถเสนอเรื่องขอปรับราคาได้ ซึ่งกรมฯ จะมีข้อมูลตรวจสอบอยู่แล้ว

              นายยรรยง พวงราชอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า แม้ขณะนี้ราคาวัตถุดิบต่างๆ จะสูงขึ้นและผู้ประกอบการหลายอุตสาหกรรมไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นได้ โดยจะขอปรับขึ้นราคาสินค้า สามารถส่งเรื่องให้กรมการค้าภายในพิจารณาได้ ซึ่งกรมฯ มีหลักเกณฑ์ในการวิเคราะห์ต้นทุน หากได้รับผลกระทบจริง ก็ไม่ขัดข้องให้ปรับราคาสินค้าได้ แต่ถ้าไม่กระทบต้นทุนเอกชนก็ควรรับภาระไปก่อน และที่มีข่าวว่ากรมการค้าภายในเตรียมอนุมัติให้สินค้าเหล็กและนมปรับราคาขึ้นได้นั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างพิจารณาข้อมูลต่างๆ จึงยังไม่มีการอนุมัติให้ปรับขึ้นราคาแต่อย่างใด โดยทางคณะอนุกรรมการพิจารณาสินค้าเหล็กอยู่ระหว่างรวบรวมต้นทุนที่แท้จริง

         ส่วนการจำหน่ายข้าวถุงธงฟ้ามหาชน ที่มีการประชุมคณะอนุกรรมการจัดทำข้าวถุงธงฟ้ามหาชน เมื่อวานนี้ (3 พ.ค.) นั้น นายยรรยง กล่าวว่า จะมีการนำข้าวสารประมาณ 1,500 ตัน บรรจุถุง 5 กิโลกรัม หรือจำนวน 300,000 ถุงมาจำหน่ายให้แก่ประชาชนล็อตแรก โดยคาดว่าในการประชุมคณะอนุกรรมการฯ วันที่ 7 พฤษภาคมนี้ จะสามารถกำหนดราคาและแนวทางกระจายข้าวถุงถึงมือประชาชน ก่อนเริ่มจำหน่ายข้าวถุงตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคมนี้เป็นต้นไป หลังจากนั้นคณะอนุกรรมการฯ จะพิจารณาการเข้าไปซื้อข้าวจากเกษตรกรเพื่อนำมาเก็บเป็นสตอกรัฐบาลให้ครบตามจำนวนเดิมต่อไป

 

                         เพิ่มค่าจ้างอีก11บ.ที่เชียงราย สุโขทัย-อุตรดิตถ์-ชัยภูมิขึ้น2บ.

             คณะกรรมการค่าจ้างกลางมีมติขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศ 2-11 บาท มีผลบังคับใช้ 1 มิถุนายนนี้ เชียงรายรับไปเต็มๆ จังหวัดเดียวปรับ 11 บาท กรุงเทพฯ-ปริมณฑล รวมสระบุรี อุบลฯ เชียงใหม่ ได้ 9 บาท ขณะที่สุโขทัย อุตรดิตถ์ ชัยภูมิ ปรับต่ำสุด 2 บาท

 

 

 

 

 

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม คณะกรรมการค่าจ้างกลาง ได้มีการประชุมพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ตามที่ผู้ใช้แรงงานเรียกร้อง เนื่องจากปัญหาความเดือดร้อนค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยมีนายจุฑาธวัช อินทรสุขศรีปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธาน โดยใช้เวลาในการประชุมกว่า 5 ชั่วโมง

            นายจุฑาธวัชแถลงภายหลังการประชุมว่า คณะกรรมการค่าจ้างมีมติให้ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำตั้งแต่ 2-11 บาททั่วประเทศ โดยจังหวัดที่ได้รับการปรับขึ้นสูงสุด 11 บาท คือ จ.เชียงราย รองลงมาปรับขึ้น 9 บาท มี 9 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จ.สมุทรปราการ จ.สมุทรสาคร จ.นนทบุรี จ.ปทุมธานี จ.นครปฐม จ.สระบุรี จ.อุบลราชธานี และ จ.เชียงใหม่ และมี 3 จังหวัดที่ได้ปรับค้าจ้างขึ้นต่ำสุด 2 บาท คือ จ.สุโขทัย จ.อุตรดิตถ์ และ จ.ชัยภูมิ ที่เหลือจะปรับขึ้นในอัตราเฉลี่ย 7-8 บาท“เหตุที่ จ.เชียงรายได้ปรับมากที่สุด เพราะคณะอนุกรรมการจังหวัดได้ขอมาเองและคณะกรรมการค่าจ้างกลางก็พิจารณาว่ามีอัตราค่าครองชีพรวมทั้งเงินเฟ้อสูงสุด

            ส่วนจังหวัดที่ปรับให้น้อยเนื่องจากพิจารณาว่ามีค่าครองชีพต่ำและมีโรงงานอุตสาหกรรมน้อย ดังนั้นตัวเลขดังกล่าวจึงเป็นตัวเลขที่ได้รับข้อยุติแล้ว โดยจะเสนอให้นางอุไรวรรณ เทียนทอง รมว.แรงงานลงนามก่อน และเสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้มีผลบังคับใช้วันที่ 1 มิถุนายนนี้” นายจุฑาธวัชกล่าว

            นายจุฑาธวัชกล่าวอีกว่า การประชุมครั้งนี้บรรยากาศเป็นไปด้วยดี เพราะนายจ้างพิจารณาจากพื้นฐานความเป็นจริงของแต่ละจังหวัดและมีการตกลงกันว่า หากอัตราเงินเฟ้อไม่สูงไปกว่านี้ก็จะไม่มีการเรียกร้องปรับขึ้นค่าจ้างปลายปี 2551 ทั้งนี้ขอยืนยันว่า สาเหตุการปรับขึ้นค่าจ้างครั้งนี้ไมได้มาจากการกดดันของลูกจ้าง แต่คณะกรรมการได้ตกลงกันตั้งแต่วันที่ 18 เมษายนแล้ว อย่างไรก็ตาม อยากให้รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือนายจ้าง เช่น ภาษี การควบคุมราคาสินค้า ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดการเลิกจ้าง มีคนตกงานตามมาอีกเยอะ

           นายทวี เตชะธีราวัฒน์เลขาธิการสภาองค์การลูกจ้างสมาพันธ์แรงงานแห่งประเทศไทย และกรรมการค่าจ้างฝ่ายลูกจ้าง กล่าวว่า ตัวเลขที่ปรับขึ้นนั้นลูกจ้างก็ยังไม่พอใจเท่าไร เนื่องจากยังมีค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริงที่ไม่ได้หยิบมาพิจารณา แต่ทั้งนี้ตัวเลขค่าจ้างที่ปรับขึ้นก็พอบรรเทาความเดือดร้อนได้บ้าง อย่างไรก็ตาม ขอให้ผู้ใช้แรงงานประหยัดในการใช้เงินอย่างพอเพียงคงพออยู่ได้

           นายปัณณพงศ์ อิทธิ์อรรถนนท์เลขาธิการองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าไทย และกรรมการค่าจ้างฝ่ายนายจ้าง กล่าวว่า การปรับขึ้นค่าจ้างรอบนี้มั่นใจว่าลูกจ้างทุกจังหวัดจะพอใจ แต่ยอมรับว่ามีผลกระทบต่อสถานประกอบการ โดยเฉพาะโรงงานขนาดเล็กและขนาดกลาง จึงอยากให้ภาครัฐมีการดูแลควบคุมออกมาตรการต่างๆ เช่น เรื่องลดภาษี และเชื่อว่าการปรับค่าจ้างจะไม่เกิดประโยชน์กับลูกจ้างมากนักถ้ารัฐบาลไม่ควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค เพราะวันนี้นายจ้างก็เดือดร้อนเช่นกันเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายต้นทุนสูง

           นายเทิดศักดิ์ แสงภักดิ์ อดีตคณะอนุกรรมการค่าจ้างฝ่ายลูกจ้าง จ.ชัยภูมิ กล่าวว่า การปรับขึ้นค่าจ้างแค่ 2 บาท ถือว่าไม่เป็นธรรมและสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของผู้ใช้แรงงาน เพราะตอนนี้ราคาสินค้า เครื่องอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะข้าวมีราคาแพงขึ้นเกือบเท่าตัว ค่าจ้างขั้นต่ำ ขณะนี้อยู่ที่ 146 บาท ขึ้นมาแค่ 2 บาท จะไปพออะไร อย่างน้อยต้องขึ้น 10 บาทถึงจะพอ

           นางทิวารัตน์ เทียนทิพย์วิบูล คณะอนุกรรมการค่าจ้างฝ่ายลูกจ้าง จ.สุโขทัย กล่าวว่า ทางฝ่ายลูกจ้างได้ขอในที่ประชุมให้มีการปรับขึ้นค่าจ้าง 5 บาท แต่ที่ประชุมมีมติปรับให้แค่ 2 บาท ตรงนี้ผู้ใช้แรงงานคงอยู่ไม่ได้ เพราะขณะนี้ข้าวของมีราคาที่แพงมาก ซึ่งไม่สะท้อนสภาพความเป็นจริงของสภาวะเศรษฐกิจในจังหวัด

           นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัด กระทรวงพาณิชย์  กล่าวว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (อัตราเงินเฟ้อ) และดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานเดือนเมษายนที่ผ่านมา พบว่าอัตรา เงินเฟ้อ เดือนเมษายน เทียบกับเดือนมีนาคมสูงขึ้นร้อยละ 1.8 หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สูงขึ้นร้อยละ 6.2 สูงที่สุดในรอบ 23 เดือน นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2549 ทำให้อัตราเงินเฟ้อ 4 เดือนแรกปีนี้เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนสูงขึ้นร้อยละ 5.3 สาเหตุมาจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลกส่งผลให้ดัชนีในหมวดอาหารและเครื่องดื่มปรับสูงขึ้น รวมถึงภาคการขนส่งและสินค้าอื่น ๆ ปรับขึ้นด้วย “จากเป้าหมายอัตรา เงินเฟ้อที่กระทรวงพาณิชย์ คาดการณ์ไว้ในช่วงต้นปีโดยเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ร้อยละ 3.0-3.5 จากสมมุติฐานน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 85 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยน 32-35 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แต่เมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวนหนัก ทำให้คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยจะอยู่ที่ 107-108 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล กระทรวงพาณิชย์จึงปรับเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 5.0-5.5 จากสมมุติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 100-105 ดอลล์สหรัฐ/บาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยน 31-32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 4 เดือนร้อยละ 3.25” ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

        นายศิริพล กล่าวว่า สำหรับอัตราเงินเฟ้อช่วงที่เหลือโดยเฉพาะเดือนพฤษภาคม ซึ่งมีการปรับราคาน้ำตาลทรายกับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ประเมินว่าราคาน้ำตาลทรายที่เพิ่มขึ้น 5.35 บาท/กิโลกรัม กระทบอัตราเงินเฟ้อร้อยละ 0.11 ค่าจ้างแรงงานโดยรวมกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อทางอ้อม จึงเชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคมจะอยู่ในระดับพอรับได้ โดยกระทรวงพาณิชย์จะติดตามราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด ซึ่งได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการที่ตรึงราคา 60 รายการ สิ้นสุดวันที่ 30 พฤษภาคมนี้ แต่มีสินค้านมผงยอมยืดระยะเวลาออกไปจนสิ้นเดือนสิงหาคม

 

             กรมการค้าภายในกำชับสินค้าประเภทอื่นห้ามขึ้นราคา หลังปรับเพิ่มน้ำตาล

       นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน

กรมการค้าภายในกำชับสินค้าประเภทอื่นห้ามขยับราคา หลังอนุญาตน้ำตาลทรายขยับราคา เพราะกระทบต้นทุนไม่ถึงร้อยละ 10 และเตรียมนำข้าวถุงธงฟ้ามหาชนลอตแรก 200,000-300,000 ถุง กระจายให้ชาวบ้านในราคาถูก อีกทั้งจับกุมผู้ค้าส่งกักตุนน้ำตาลทราย

       นายยรรยง พวงราช

อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ในช่วง 29-30 เม.ย.ที่ผ่านมา ก่อนคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) จะเห็นชอบปรับราคาปลีกน้ำตาลทรายเพิ่มขึ้น 5.35 บาท/กิโลกรัม จึงได้ส่งทีมออกตรวจสอบผู้ค้าส่งในพื้นที่ต่างๆ ปรากฏว่า ได้มีผู้ประกอบการปฏิเสธขายส่ง ทั้งที่มีน้ำตาลอยู่ในสตอก จึงต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย 3 ราย คือ 1. ร้านกังวาลพร ตั้งอยู่บริเวณตลาดท่าเตียน 2 หจก.เอี๊ยเซ่งกง ตั้งอยู่บริเวณเขตป้อมปราบ และ บจ.สมสหทวีวัฒนา จึงส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดี ความผิดดังกล่าวมีโทษจำคุก 7 ปี ปรับ 140,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ

สำหรับการพิจารณาผลกระทบต่อต้นทุนของธุรกิจต่อเนื่อง หลังจากราคาน้ำตาลทรายปรับเพิ่มอีก 5.35 บาท เช่น นมข้นหวาน ผลไม้กระป๋อง น้ำอัดลม พบว่ากระทบต่อต้นทุนไม่เกินร้อยละ 7-10 เห็นว่ากระทบเพียงเล็กน้อย จึงไม่ควรขอปรับราคาสินค้า หากประชาชนพบเห็นกลุ่มสินค้าเหล่านี้ปรับราคา ให้ร้องเรียนสายด่วน 1569  

         นอกจากนี้ หากประชาชนต้องการซื้อสินค้าราคาถูก ให้มาได้ที่ งานธงฟ้าราคาประหยัด ที่กรมส่งเสริมการส่งออก ถ.รัชดาภิเษก ซึ่งมีสินค้าประเภทต่าง ๆ ทั้งข้าวสาร น้ำตาลทราย น้ำมันพืช จัดงานถึงวันที่ 4 พ.ค.นี้ และเพื่อดึงดูดให้คนมาร่วมงานและช่วยลดภาระค่าครองชีพ จึงได้จัดลดราคาพิเศษในช่วงนาทีทอง ด้วยการลดราคาจากปกติ โดยผู้ประกอบการข้าวสารตงฮั้ว ลดจากปกติ ข้าวหอมมะลิ 5 กก. ราคา 175 บาท โดยในช่วงนาทีทอง 11.00-12.00 น. จำหน่ายในราคา 170 บาท น้ำมันพืชมรกต จากราคา 45 บาท ลดเหลือ 42 บาท/กก. น้ำตาลทราย ราคา 17 บาท/กก. ส่วนเวลาปกติขายในราคา 22-23 บาท/กก. สำหรับหมูพาณิชย์ จำหน่าย 98 บาท/กก. ลดเหลือ 95 บาท/กก. ตลอดทั้งวัน และห้างแม็คโคร ยินดีขายในราคา 95 บาท/กก. ไปจนถึงเดือน พ.ค.  สำหรับภาพรวมราคาหมูหน้าฟาร์ม ลดลงจากช่วง 2 เดือนก่อน จากราคาหน้าฟาร์ม 58-60 บาท/กก. ขณะนี้ลดเหลือ 56-57 บาท/กก. ทำให้ราคาสุกรหน้าเขียงจากช่วง 2 เดือนก่อน เฉลี่ยอยู่ที่ราคา 115-120 บาท/กก. ได้ลดลงเหลือ 105-115 บาท/กก. และคาดว่าราคาสุกรหน้าเขียงอีกไม่นานจะลดลงด้วยเช่นกัน และเพื่อแก้ปัญหาให้เกษตรกร กลุ่มผู้เลี้ยง ได้รวมกลุ่มจัดทำระบบการเลี้ยงแบบครบวงจร ทั้งการชำแหละ การจัดจำหน่าย เพื่อตัดวงจรพ่อค้าคนกลาง ให้เกษตรจำหน่ายได้ในราคาที่เหมาะสม

          นายยรรยง กล่าวเพิ่มเติมว่า ในสัปดาห์นี้จะตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการข้าวถุงธงฟ้ามหาชนได้แล้วเสร็จ คณะกรรมการกำลังสำรวจความต้องการของแต่ละจังหวัดว่าต้องการบริโภคข้าวถุงมากน้อยเพียงใด แต่ในช่วงแรกคาดว่าจะผลิตนำออกมาจำหน่ายประมาณ 200,000-300,000 ถุง ระบายผ่านช่องทางหน่วยงานราชการในจังหวัดต่าง ๆ เพื่อกระจายข้าวถุงไปถึงมือประชาชน ในช่วงแรกจะนำถุงพลาสติกของ อคส.บรรจุชั่วคราวไปก่อน เนื่องจากมีวัตถุดิบอยู่แล้ว จากนั้นจะผลิตถุงโดยใช้ตราข้าวสารธงฟ้ามหาชน และขณะนี้กำลังพิจารณาดูราคาขายให้ถูกกว่าท้องตลาดร้อยละ 20 เพื่อบริหารข้าวในสตอกของรัฐ 2.1 ล้านตัน แบ่งเป็นข้าวมะลิอย่างดี 300,000 ตัน ส่วนที่เหลือเป็นข้าวขาว ข้าวเหนียว และข้าวชนิดอื่น

        ดังนั้น ขณะนี้ยังไม่กำหนดตัวเลขชัดเจนว่า จะนำข้าวประเภทใดออกมาจำหน่าย และในวันที่ 12 พ.ค. ครบรอบวันสถาปนาของกรมการค้าภายใน จะเปิดตัวข้าวถุงธงฟ้าอย่างเป็นทางการและในแต่ละลอต เมื่อนำข้าวออกขายให้ประชาชน จากนั้นก็จะต้องเร่งรับซื้อข้าวจากเกษตรกรให้นำข้าวกลับเข้ามาในสตอกให้มีปริมาณ 2.1 ล้านตัน ตลอดเวลา

 

 


                                   ขึ้นราคาน้ำตาลทรายหน้ารง.5บ./กก.แล้ว

              น้ำตาลทรายหน้าโรงงานขึ้นราคา 5 บาท/กก.มีผลแล้ว ประกาศในราชกิจจานุเบกษาบังคับใช้วันนี้ "สุวิทย์" ย้ำเป็นมาตรการชั่วคราว เพื่อแก้ปัญหาเรื่องหนี้สินและต้นทุนการผลิตอ้อย น้ำตาลแพง

      นายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า การปรับเพิ่มราคาน้ำตาลทราย หน้าโรงงาน 5 บาทต่อกิโลกรัม ในวันนี้ ได้มีการลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้แล้ว และยืนยันว่า ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ล่วงหน้าที่จะใช้ข้อมูลเป็นประโยชน์ในการเก็งกำไรได้ ประกอบกับได้มีการดำเนินการในช่วงเวลาสั้น พร้อมทั้งตรวจสอบสตอกน้ำตาลทราย เมื่อวันที่ 26 เมษายนที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน มีการใช้มาตรการป้องกันกักตุนการเก็งกำไรด้วย นอกจากนี้ น้ำตาลทรายที่ตกลงทำสัญญาซื้อขายไปแล้ว ต้องจ่ายเงินในราคาใหม่เช่นกัน แม้ยังไม่ขนส่งออกจากโรงงาน ส่วนที่อาจมีการเก็งกำไรบ้าง น่าจะเป็นน้ำตาลทรายที่กระจายไปตามร้านค้าต่าง ๆ

      นายสุวิทย์ กล่าวว่า มาตรการปรับขึ้นราคาอ้อยให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยอีก 169 บาทต่อตัน เป็นมาตรการที่ชาวไร่อ้อยได้ประโยชน์ทั้งหมด เพราะเงินที่ได้จากการปรับราคาน้ำตาลทรายปกติต้องแบ่งให้แก่โรงงานตามสัดส่วน 70/30 แต่เงินดังกล่าว เกษตรกรประสบภาวะขาดทุนอยู่แล้ว หากโรงงานน้ำตาลทรายไม่ช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อย จะทำให้ชาวไร่อ้อยเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ราคาดีกว่า ก็อาจจะทำให้โรงงานมีปัญหาเรื่องวัตถุดิบป้อนโรงงาน จึงให้โรงงานเข้าใจถึงการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพราะราคาน้ำตาลทรายไม่ได้ปรับขึ้นมา 3 ปีแล้ว และการปรับขึ้นราคาน้ำตาลทรายเป็นมาตรการชั่วคราว เพราะมติคณะรัฐมนตรีระบุว่า หากต้นทุนการผลิตของชาวไร่อ้อยลดลง ให้ทบทวนราคาน้ำตาลทรายด้วย เนื่องจากปกติราคาน้ำตาลทรายจะต้องทบทวนทุกปี โดยจะพิจารณาจากภาพรวมของราคาตลาดโลก และราคาในประเทศ ดังนั้น จึงได้มีการกำหนดให้มาตรการพัฒนาอ้อยเป็นวาระแห่งชาติ โดยปรับโครงสร้างการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และนำเรื่องของพลังงานทดแทนเข้ามาเกี่ยวข้อง ด้วยมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ เช่น มีกองทุนให้กู้ในเรื่องของน้ำ 1,000 ล้านบาท การบริหารจัดการในการปลูกอ้อยของเกษตรกร มุ่งเน้นลดการใช้ปุ๋ยสูตรผสมให้ใช้แม่ปุ๋ยแทน ซึ่งจะลดต้นทุนได้ร้อยละ 20-30 รวมทั้งใช้วัตถุอินทรีย์เข้ามาช่วย ซึ่งเมื่อเกษตรกรลดต้นทุนได้ ราคาอ้อยจะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป

 

                               สมัคร เล็งดันราคาอ้อยถึงตันละ1,200 บาท 

             นายกรัฐมนตรี ยืนยันพร้อมให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อย เตรียมผลักดันให้ราคาอ้อยขึ้นไปถึงตันละ 1,200 บาท พร้อมแนะเกษตรรวมตัวกันเป็นกลุ่มสหกรณ์เพื่อซื้อปุ๋ยจำนวนมาก แก้ปัญหาปุ๋ยราคาแพง

       นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี  กล่าวในรายการ "สนทนาประสาสมัคร" ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เอ็นบีที ถึงการลงพื้นที่พบปะกับตัวแทนเกษตรกรชาวไร่อ้อย ที่จังหวัดนครราชสีมา วานนี้ (26 เม.ย.51) ว่า ได้รับทราบปัญหาความยากลำบากของเกษตรกร ทั้งระยะเวลา ต้นทุนการปลูก ราคาปุ๋ยแพง แต่ถูกกดราคาอ้อยให้ตกต่ำ ทั้งที่ราคาน้ำตาลปรับตัวสูงขึ้นมาก ขณะที่สินค้าเกษตรอื่นๆ เช่น ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง มีราคาสูงขึ้น ดังนั้น จึงรับปากให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ด้วยการผลักดันราคาอ้อยให้ไปถึงตันละ 1,200 บาท และให้ส่วนราชการปรับปรุงพันธุ์เพิ่มความหวาน โดยเพาะพันธุ์สำหรับปลูก พร้อมแนะเกษตรกรใช้ระบบน้ำหยดเพื่อบริหารจัดการน้ำในหน้าแล้ง

      นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงการแก้ไขปัญหาราคาปุ๋ยแพงด้วยว่า รัฐบาลจะเลือกบริษัทที่ประกอบธุรกิจโดยสุจริต ให้ได้รับใบอนุญาต และเปิดการเจรจานำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศ โดยเฉพาะ แม่ปุ๋ยสูตร เอ็น พี เค เพื่อนำมาผลิตปุ๋ยออร์แกนิค ซึ่งมีคุณภาพดี นอกจากนี้ยังแนะนำให้เกษตร รวมตัวกันเป็นกลุ่มสหกรณ์ เพื่อสั่งซื้อปุ๋ยในจำนวนมาก ซึ่งจะได้ราคาส่ง ก่อนจะนำไปกระจายขายกันในกลุ่มตามความต้องการของเกษตรกร

 

 

 

                         น้ำมันถีบตัวเฉียด120เหรียญ หวั่นเหตุพิพาทสหรัฐ-อิหร่าน 

         สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวันนี้ (26 เม.ย.) ว่า ราคาน้ำมันดิบไนเม็กซ์ในตลาดนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา สำหรับการส่งมอบในเดือนมิ.ย.ผันผวนอย่างมาก ระหว่างการซื้อขาย วานนี้

         หลังจากมีรายงานเหตุไม่สงบจากการที่เรือรบของกองทัพสหรัฐอเมริกายิงเตือนเรือสัญชาติอิหร่าน ที่พยายามแล่นเข้าใกล้อย่างไม่มีเหตุผลในน่านน้ำอ่าวเปอร์เซีย ทำให้ราคาน้ำมันขยับตัวสูงขึ้นเกือบ 120 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล แตะระดับสูงสุดที่ 119.55 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ก่อนปิดตลาดที่ 118.52 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 2.46 ดอลลาร์สหรัฐฯ

        นักวิเคราะห์ระบุว่าสาเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลว่าเหตุพิพาทระหว่างรัฐบาลสหรัฐอเมริกากับอิหร่านอาจเป็นชนวนให้การส่งมอบน้ำมันในตลาดล่วงหน้าหยุดชะงัก และจะส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันได้ นอกจากนี้นักวิเคราะห์ยังชี้ถึงปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบแกว่งตัวอยู่ในระดับสูงว่า เป็นเพราะข่าวการโจมตีท่อส่งน้ำมันของบริษัทเชลล์และเชฟรอน ในประเทศไนจีเรียด้วย

       สำหรับราคาน้ำมันดิบเบรนต์ในตลาดลอนดอน ประเทศอังกฤษ ส่งมอบในเดือนมิ.ย. ทำสถิติใหม่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 117.56 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ในการซื้อขายวานนี้ ก่อนปิดตลาดที่ 116.34 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 2 ดอลลาร์สหรัฐฯ

 

 

                                         

                                              ดีเซลพุ่ง- รถร่วม ขู่หยุดวิ่ง

                ชี้ไม่เกิน 2 วัน มีรถทยอยหยุดให้บริการอื้อ อ้างหมดทุน รถเจ๊งไปแล้วกว่าพันคัน ด้านกระทรวงคมนาคมวอนผู้ประกอบการอดทนอีกนิด ไม่เกิน 30 เม.ย. รู้แน่ น้ำมันแพง - รถร่วม ขู่หยุดวิ่ง

        นายพิเชษฐ์ เจียมบุรเศรษฐ์ นายกสมาคมกิจการรถโดยสารประจำทางไทย  เปิดเผยภายหลังการประชุมสามัญประจำปีเมื่อวันที่ 25 เม.ย. ว่า สมาคมฯได้รับการเรียกร้องจากสมาชิก ให้เร่งจัดการประชุมซึ่งจะมีผู้ประกอบการเดินรถโดยสารกว่า 600 คน เข้าร่วม รวมทั้งผู้ประกอบการรถร่วมบริการบริษัทขนส่ง จำกัด(บขส.) และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ซึ่งมีรถให้บริการกว่า 20,000 คัน เนื่องจากคณะกรรมการควบคุมขนส่งทางบกกลาง ยังไม่อนุมัติให้มีการปรับค่าโดยสารในขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้นกว่าลิตรละ 6 บาทแล้ว ผู้ประกอบการไม่เข้าใจทำไมไม่อนุมัติปรับขึ้นค่าโดยสารสร้างความเดือดร้อนให้ผู้ประกอบการมากและที่ประชุมจะหาแนวทางเคลื่อนไหวเพื่อกดดันรัฐบาลต่อไป

       ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า ผู้ประกอบการรถโดยสารทั่วประเทศ จะประท้วงหยุดเดินรถเพื่อตอบโต้ ภาครัฐนั้น สมาคมฯ จะไม่ใช้มาตรการดังกล่าวแต่ยอมรับว่าภายใน 1-2 วันข้างหน้า จะมีรถจำนวนมากเริ่มทยอยหยุดให้บริการ เพราะเริ่มหมดทุนในการประกอบธุรกิจต่อ อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เริ่มขาดแคลนรถให้บริการ ซึ่งจะกระทบต่อประชาชนอย่างแน่นอน

      นายพิเชษฐ์กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาปัญหาราคาน้ำมัน ที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ผู้ประกอบการรถร่วมบริการของ บขส. และ ขสมก.หยุดเดินรถไปแล้วประมาณ 20% หรือเกือบ 1,000 ราย ที่ต้องหยุดเดินรถอย่างถาวร เป็นรถร่วม บขส. 680 ราย และรถร่วม ขสมก. 220 รายส่วนที่เหลือเป็นรถที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนแต่ก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน ส่วนกรณีที่รัฐบาลจะปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ให้กับผู้ประกอบการ 1 บาทต่อลิตรนั้น มาตรการดังกล่าวไม่ได้ช่วยผู้ประกอบการ เพราะต้นทุนน้ำมันปรับขึ้นไปถึง 6 บาทแล้ว ส่วนการช่วยเหลือในการให้ผู้ประกอบการ เปลี่ยนเครื่องยนต์เป็นเอ็นจีวี เป็นมาตรการในระยะยาว ขณะนี้ผู้ประกอบการ ที่เปลี่ยนเครื่องยนต์ไปใช้เอ็นจีวีประมาณ 7-8% พบว่ามีปัญหาสถานีบริการก๊าซไม่เพียงพอและการเติมก๊าซต้องใช้เวลานาน 2-3 ชั่วโมง

      นายพิเชษฐ์กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมได้นำข้อมูลราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นมาเปรียบเทียบกับราคาค่าโดยสารชี้แจงต่อสมาชิก พบว่าตั้งแต่ปี 47 ราคาน้ำมันลิตรละ 14.69 บาท ผู้ประกอบการเก็บค่าโดยสาร กม.ละ 42 สตางค์ ปัจจุบันวันที่ 23 เม.ย. 2551 ราคาน้ำมันลิตรละ 33.44 บาทผู้ประกอบการยังเก็บค่าโดยสาร กม.ละ 54 สตางค์ เท่ากับว่าราคาน้ำมันได้ปรับสูงขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว 120.83% แต่ผู้ประกอบการสามารถปรับค่าโดยสารตามตารางราคาจริงได้เพียง 28.57% เท่านั้น ขณะที่นายฉัตรชัย ชัยวิเศษ นายกสมาคมพัฒนารถร่วมเอกชน กล่าวว่า การลดภาษีน้ำมันดีเซลให้ภาคขนส่ง ลิตรละ 1-2 บาท เป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ ช่วยได้เพียงระยะสั้น เพราะภาษีสรรพสามิตน้ำมันถือเป็นรายได้หลักของกระทรวงการคลัง หากลดการจัดเก็บภาษีลิตรละ 1 บาท สำหรับน้ำมันดีเซลจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ ถึงวันละ 50 ล้านบาท

     ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า มีผู้ประกอบการรถร่วมบริการของ ขสมก. บางกลุ่มเตรียมรวมตัวกัน จะเปิดแถลงข่าวในสัปดาห์หน้า โดยจะนัดร่วมกันหยุดเดินรถในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล หากรัฐบาลยังไม่ส่งสัญญาณว่าจะอนุมัติให้มีการปรับราคาค่าโดยสารในสัปดาห์นี้

     นายปิยะพันธ์ จัมปาสุต รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการขนส่งทางบกกลาง กล่าวยืนยันว่า คณะกรรมการเห็นใจผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น อยากให้ผู้ประกอบการอดทนอีกไม่กี่วัน โดยวันที่ 28 เม.ย. นี้ จะมีการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพลังงาน บริษัท ปตท. ซึ่งจะได้ข้อมูลที่ชัดเจน เพื่อพิจารณาแนวทางที่ชัดเจนว่าจะให้ปรับขึ้นราคา หรือแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างไรบ้าง เพราะขณะนี้ข้อมูลที่มีอยู่ เช่น ปั๊มเอ็นจีวี รถที่เปลี่ยนใช้ก๊าซเอ็นจีวีมีกี่คัน ยังไม่ ชัดเจน ไม่เกินต้นเดือนหน้าการแก้ปัญหาทุกอย่างจะชัดเจน

 

 

 

                             พาณิชย์พร้อมขายปุ๋ยราคาถูก ให้เกษตรกรทุกพื้นที่

        นายกสมาคมชาวนาไทย เรียกร้องให้มีการตรวจสอบคุณสมบัติเกษตรกรที่มีสิทธิ์ซื้อปุ๋ยราคาถูกให้รอบคอบ หวั่นปุ๋ยตกไปอยู่ในมือกลุ่มนายทุน แนะควรตรวจสอบคุณภาพปุ๋ยก่อนจำหน่ายด้วย

       นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวถึง ความคืบหน้าโครงการจำหน่ายปุ๋ยเคมีราคาถูกให้แก่เกษตรกรว่าด้รับรายชื่อของเกษตรกรทุกพื้นที่ทั่วประเทศแล้ว พบว่า เกษตรกรมีความต้องการใช้ปุ๋ยจำนวน 150,000 ตัน ขณะที่ปุ๋ยเคมีที่กระทรวงพาณิชย์มีอยู่นั้น บางสูตรมีไม่เพียงพ่อกับความต้องการของเกษตรกร แต่ปุ๋ยบางสูตรก็มีอยู่เกินความต้องการ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะพยายามจัดสรร และเกลี่ยปุ๋ยเคมีแต่ละสูตร ให้สามารถกระจายได้ทั่วถึง และเพียงพอต่อความต้องการ โดยมั่นใจว่าจะจัดจำหน่ายได้ทันในวันนี้ (20 เม.ย.) อย่างแน่นอน เกษตรกรที่มีรายชื่อแจ้งไว้ สามารถติดต่อขอซื้อปุ๋ยจากกรมส่งเสริมสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ได้

       ด้านนายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย กล่าวว่า ขอให้มีการตรวจสอบคุณสมบัติเกษตรกรที่มีสิทธิ์ซื้อปุ๋ยราคาถูกให้รอบคอบ ซึ่งควรจำหน่ายให้เฉพาะเกษตรกรที่มีพื้นที่ไม่เกิน 20-30 ไร่ เพื่อป้องกันไม่ให้ปุ๋ยตกไปอยู่ในมือกลุ่มนายทุน และควรตรวจสอบคุณภาพปุ๋ยก่อนจำหน่าย เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายภายหลัง

 

 

 

                               ราคาข้าวพุ่งขึ้นอีก4% หลายประเทศส่อวิกฤติ

       สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ราคาข้าวในตลาดโลกยังพุ่งไม่หยุด ล่าสุด สร้างสถิติใหม่อีกครั้งด้วยการปรับขึ้นไปอีกเกือบ 4% นักวิเคราะห์ชี้ราคาข้าวจะสูงอีกนาน เพราะผลผลิตไม่พอกับความต้องการ (18 เม.ย.) ราคาซื้อขายข้าวล่วงหน้าของสหรัฐฯในตลาดเอเชีย ปรับตัวขึ้นไปอยู่ที่ 24.550 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 761 บาทต่อ 54 กิโลกรัม ซึ่งเป็นการสร้างสถิติครั้งที่ 4 ติดต่อกัน ทำให้เฉพาะปีนี้ราคาข้าวปรับตัวขึ้นไปแล้วกว่า ร้อยละ 76 เนื่องจากความต้องการมากขึ้นในเอเชียและปริมาณอาหารทั่วโลกลดน้อยลง หลังผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ห้ามการส่งออก

      การขาดแคลนอาหารยิ่งเห็นได้ชัดในกรณีฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก เมื่อฟิลิปปินส์ได้รับข้อเสนอขายข้าวเพียง 320,000 กว่าตันเท่านั้น ทั้งที่ต้องการถึง 500,000 ตัน ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกันที่ฟิลิปปินส์ไม่สามารถซื้อข้าวได้เต็มปริมาณที่ต้องการ ยิ่งไปกว่านั้นการปลูกข้าวในหลายรัฐของสหรัฐฯ ก็เริ่มได้ช้า เพราะสภาพอากาศไม่อำนวย แม้สหรัฐฯ จะไม่ใช่ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ แต่หลายประเทศก็หวังนำข้าวสหรัฐฯ ไปชดเชยกับปริมาณข้าวที่ถูกห้ามส่งออกจากเวียดนาม อินเดีย และที่อื่นๆ

      ด้านนักวิเคราะห์เตือนว