งานชิ้นที่ ๑

๑.      จงอธิบายความหมายของเศรษฐศาสตร์

เศรษฐศาสตร์ คือ ศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับการเลือกหนทางในการใช้ทรัพยากรการผลิต

อันมีอยู่จำกัด เพื่อการผลิตสินค้าและบริการให้ได้ประโยชน์สูงสุด สามารถสนองความต้องการอันไม่จำกัดของบุคคลและกลุ่มบุคคลในสังคม

(จากหนังสือหลักเศรษฐศาสตร์จุลภาค ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 19 หน้า 2)

 

๒.     จงวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างเศรษฐศาสตร์จุลภาคและมหภาคว่าต่างกันอย่างไร พร้อมยกตัวอย่างประกอบ

เศรษฐศาสตร์จุลภาค (Microeconomics)  เป็นการศึกษาลักษณะและพฤติกรรมของ

หน่วยเศรษฐกิจย่อยต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจอันได้แก่ หน่วยผลิต/หน่วยธุรกิจ ผู้ผลิต ผู้บริโภค ปัจจัยการผลิต ฯลฯ และศึกษาเกี่ยกับการกำหนดราคาของสินค้าแต่ละชนิด ต้นทุนและปริมาณการผลิตของสินค้าแต่ละชนิดในตลาดสินค้าแบบต่างๆ การกำหนดราคาของปัจจัยการผลิต ทฤษฎีสำคัญที่ใช้ศึกษาและวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์จุลภาค ได้แก่ ทฤษฎีผู้บริโภค ทฤษฎีการผลิต และทฤษฎีการกำหนดราคาของปัจจัยการผลิต ซี่งรวมกันเรียกสั้นๆ ว่า ทฤษฎีราคา

เศรษฐศาสตร์มหภาค (Macroeconomics) เป็นการศึกษาเศรษฐกิจทั้งระบบหรือส่วน

หนึ่งส่วนใดของระบบเศรษฐกิจ ได้แก่ รายได้ประชาชาติ ระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไป ความสัมพันธ์ระหว่างรายได้ การบิรโภค การออมและการลงทุน ระดับการจ้างงานโดยทั่วไป การหารายได้และการใช้จ่ายของรัฐบาล การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ ทฤษฎีสำคัญในการศึกษาเศรษฐศาสตร์มหภาค ได้แก่ ทฤษฎีการกำหนดรายได้และการจ้างงาน ซึ่งประกอบด้วยทฤษฎีแยกย่อยต่าง ๆ อีกมากมายหลายทฤษฎี    

(จากหนังสือหลักเศรษฐศาสตร์จุลภาค ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 19 หน้า 21) 

 

๓.     ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ประกอบด้วย 

ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ประกอบด้วย 3 ประการ คือ

a.       ปัญหาผลิตอะไร (What) เป็นปัญหาการตัดสินใจว่าควรจะผลิตสินค้าหรือ

บริการอะไร และควรผลิตเป็นจำนวนเท่าไรปัญหานี้เกิดจากทรัพยากรการผลิตมีจำกัด จึงต้องเลือกผลิตเฉพาะที่จำเป็นระบบเศรษฐกิจจะไม่ต้องประสบกับปัญหานี้เลย หากปัจจัยการผลิตมีจำนวนมากเพียงพอที่จะนำไปผลิตสินค้าทุกชนิดและเป็นจำนวนมากตามความต้องการที่ไม่จำกัดของคน

b.       ปัญหาผลิตอย่างไร (How) เป็นการพิจารณาว่าจะผลิตสินค้าและบริการด้วย

เทคนิคการแบบไหนและใช้ปัจจัยการผลิตอะไรบ้าง แต่ละชนิดใช้เป็นสัดส่วนเท่าไรจึงจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดหรือต้นทุนต่ำที่สุด ปัญหานี้เกิดขึ้นเนื่องจากในการผลิตสินค้าแต่ละชนิดมีวิธีการผลิตหลายวิธี จึงต้องพิจารณาเลือกวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

c.       ปัญหาผลิตเพื่อใคร (For whom) เป็นการพิจารณาว่าสินค้าและบริการที่ผลิต

ได้จะจัดสรรให้แก่บุคคลใดในสังคมด้วยวิธีการอย่างไร ระบบเศรษฐกิจแต่ละแบบจะมีวิธีการจัดสรรสินค้าและบริการแตกต่างกันถ้าเป็นระบบเสรีนิยม ผู้มีรายได้และทรัพย์สินมากก็ได้รับผลผลิตมาก/มูลค่าสูง และสลับกลับกัน ส่วนในระบบคอมมิวนิสต์การจัดสรรผลผลิตสู่ผู้บริโภคจะค่อนข้างกระจายทั่วถึง

(จากหนังสือหลักเศรษฐศาสตร์จุลภาค ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 19 หน้า 15)

 

๔.     ระบบเศรษฐกิจที่แก้ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจพร้อมวิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย

ระบบเศรษฐกิจที่แก้ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจแบ่งออกกเป็น 3 แบบใหญ่ ๆ คือ

a.       ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม  มีลักษณะสำคัญคือ มีกรรมสิทธิ์ในทรัพยากร

เสรีภาพในธุรกิจ  กำไรเป็นเครื่องจูงใจ ระบบราคา กำหนดโดยอุปสงค์และอุปทานของสิ่งนั้นในตลาด

b.       ระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนจากส่วนล่าง ลักษณะสำคัญของระบบนี้ คือ

ส่วนรวมหรือรัฐเป็นเจ้าของทรัพยากรต่างๆ รวมทั้งปัจจัยกสนผลิตเกือบทุกอย่างแม้กระทั่งแรงงาน (บุคคลไม่มีสิทธิแม้แต่การใช้แรงงานของตนในการเลือกประกอบอาชีพและถิ่นที่อยู่ตามความพอใจ กลไกราคาไม่มีบทบาทแต่อย่างใด 

c.       ระบบเศรษฐกิจแบบผสมผสาน มีลักษณะทุนนิยมผสมกับแบบวางแผน ทั้งรัฐ

และเอกชนมีส่วนร่วมกันแก้ไขปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินมีทั้งส่วนที่เป็นของรัฐและเอกชนกลไกราคามีบทบาทในการจัดสรรทรัพยากรและการแจกแจวผลผลิต แต่ถ้าเปรียบเทียบกับระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมแข่งขัยสมบูรณ์แล้ะ กลไกราคาในระบบเศรษฐกิจแบบผสมจะมีบทบาทน้วยกว่าเนื่องจากในระบบเศรษฐกิจแบบผสมมีการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของหลายฝ่าย อาทิ สหภาพแรงงาน สมาคมการค้าและธุรกิจ กลุ่มเหล่านี้สามารถสร้างอิทธิพลและอานาจการผูกขาดบางส่วน ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจต่างๆ อาทิ การกำหนดสินค้าที่ผลิต การลงทุน การจัดสรรทรัพยากร ค่าตอบแทนหรือรายได้ ฯลฯ

(จากหนังสือหลักเศรษฐศาสตร์จุลภาค ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 19 หน้า 17-19)

 

 .    บุคคลสำคัญของเศรษฐศาสตร์จุลภาคและบุคคลสำคัญของเศรษฐศาสตร์มหภาค ได้แก่ พร้อมยกผลงานสำคัญ

        อดัม สมิท  ผู้ที่ได้รับยกย่องว่าเป็นบุคคลแรกที่วางรากฐานของวิชาเศรษฐศาสตร์ระบบ

ทุนนิยม หนังสือชื่อ “An Inquiry into the Nature and Causes of the Wealth of the Nations” ของท่านผู้นี้ถือเป็นตำราทางเศรษฐศาสตร์เล่มแรกของโลก

จอร์น เมย์นาร์ด เคนส์ ได้เขียนหนังสือชื่อ “The General Theory of Employment,

Interest and Money”ซึ่งอธิบายสาเหตุของภาวะสินค้าล้นตลาดและการว่างงานทั่วไป วิธีแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำและการว่างงานโดยใช้นโยบายการเงินและการคลัง หนังสือเล่มนี้ถือเป็นหนังสือเศรษฐศาสตร์มหภาคที่สมบูรณ์เล่มแรกของโลก

       (จากหนังสือหลักเศรษฐศาสตร์จุลภาค ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 19 หน้า 7-8) 

 

๖.      จงอธิบายเส้นเป็นไปได้ในการผลิตมาพอสังเขป พร้อมวิเคราะห์กรณีค่าเสียโอกาสคงที่, ค่าเสียโอกาสเพิ่มขึ้น, ค่าเสียโอกาสลดลง พร้อมวาดกราฟประกอบ

เส้นเป็นไปได้ในการผลิต คือเส้นซึ่งแสดงถึงจำนวนต่างๆ ของสินค้า 2 ชนิด ที่ประเทศหนึ่งสามารถผลิตได้ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งหมดอย่างเต็มประสิทธิภาพ ในระยะเวลาหนึ่งและด้วยเทคนิคการผลิตที่มีอยู่ในขณะนั้น

สินค้า Y                                                                           

 


         

    

    

 

 

 


0                                                                              สินค้า         X

เส้นเป็นไปได้ในการผลิต กรณีค่าเสียโอกาสเพิ่มขึ้น

 

(จากหนังสือหลักเศรษฐศาสตร์จุลภาค ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 19 หน้า 22)

 

 

 

 

 

 

สินค้า Y

 


                                                                เส้น PPC แบบเส้นตรง

 

 

 

 


0                                                              สินค้า X

เส้นเป็นไปได้ในการผลิต กรณีค่าเสียโอกาสคงที่

 

 

 

 

สินค้า Y

 


                                                                เส้น PPC แบบโค้งเข้า

 

 

 

 


0                                                              สินค้า X

เส้นเป็นไปได้ในการผลิต กรณีค่าเสียโอกาสลดลง

(จากหนังสือหลักเศรษฐศาสตร์จุลภาค ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 19 หน้า 26)

 

๗.     จงอธิบายความหมายของเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์และเศรษฐศาสตร์นโยบายมาพอสังเขป

เศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ (Economic analysis หรือ positive economics)

มุ่งศึกษาหาความรู้ความเข้าใจในปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจและแสวงหากรอบการวิเคราะห์รวมทั้วแนวคิดเพื่ออธิบายปรากฏการณ์เหล่านี้ เศรษฐศาสตร์วิเคราะห์จึงเกี่ยวข้องกับการสร้างและการศึกษาทฤษฎีเศรษฐศาสตร์โดยตรง

      (จากหนังสือหลักเศรษฐศาสตร์จุลภาค ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 19 หน้า 14)

เศรษฐศาสตร์นโยบาย (Economic policy หรือ normative economics)

มุ่งแสวงหานโยบายเศรษฐกิจเพื่อบรรลุเป้าหมายตามที่ต้องการ เศรษฐศาสตร์นโยบายจึงเกี่ยวข้องกับการตัดสินคุณค่าว่าควรหรือไม่ควร แม้ผู้กำหนดนโยบายจะชี้แจงว่าเป้าหมายที่วางไว้เป็นสิ่งที่ดีสิ่งที่พึงปรารถนา แต่ผลของนโยบายอาจเป็นที่พึงปรารถนาหรือไม่พึงปรารถนาก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผลกระทบที่แต่ละคนหรือแต่ละกลุ่มบุคคลในสังคมได้รับ ยิ่งกว่านั้น การดำเนนนโยบายอาจบรรลุเป้าหมายหรือไม่ก็ได้

(จากหนังสือหลักเศรษฐศาสตร์จุลภาค ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 19 หน้า 15)

 

๘.     จงอธิบายการสร้างทฤษฎีประสบการณ์นิยม ซึ่งแบ่งได้ 2 วิธีย่อย  

a.      วิธีการนิรนัย หรือนิรมาน (Deductive method)

เป็นวิธีการที่นิยมใช้ในช่วงการก่อตั้งวิชาเศรษฐศาสตร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสำนักคลาสสิกเพราะในสมัยนั้นยังไม่มีระบบจัดเก็บตัวเลขสถิติอย่างกว้างขวาง การหาความรู้ทางเศรษฐศาสตร์จึงต้องกำหนดข้อสมมติฐานขึ้นมาก่อน โดยใช้หลักตรรกะหรือหลักเหตุผล มีการตรวจสอบกับข้อมูลที่พอจะหาได้ หรือทดสอบกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเมื่อมีโอกาส วิธีการนี้สามารถแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้ คือ

1.       ตั้งข้อสมมติฐานและสมมติฐาน

2.       การสรุปสาระสำคัญจากสมมติฐาน โดยการใช้ลำดับแห่งเหตุผล

3.       การทดสอบความถูกต้องของทฤษฎี

(จากหนังสือหลักเศรษฐศาสตร์จุลภาค ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 19 หน้า 12)

b.      วิธีการอุปนัยหรืออุปมาน (Inductive method)

                                        เป็นการรวบรวมสะสมข้อมูลต่างๆ จากกรณีที่เกิดขึ้นจริง เพื่อนำมาประมวลหาลักษณะร่วมและสร้างเป็นแนวคิดหลักหรือทฤษฎี วิธีการอุปนัยจึงได้รับความนิยมอย่างมากการสร้างทฤษฎีโดยวิธีการอุปนัยแบ่งได้เป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้

1.       การรวบรวมข้อมูลทางเศรษฐกิจเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ

2.       การหาข้อสรุปเพื่อเป็นแนวคิดหรือสร้างเป็นทฤษฎี

3.       การทดสอบความถูกต้องของทฤษฎี

(จากหนังสือหลักเศรษฐศาสตร์จุลภาค ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 19 หน้า 13) 

 

๙.      จงวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์วิเคราะห์และเศรษฐศาสตร์นโยบายมาพอสังเขป

                    เศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ เป็นทฤษฎีที่นำกรอบความคิดของแต่ละทฤษฎีมาใช้

ขณะเดียวกันยังต้องตรวจสอบภาวการณ์จริงว่าตรงกับข้อสมมติในทฤษฎีนั้นมากน้อยเพียงใด และปรับปรุงคำทำนายให้สอดคล้องกับปรากฏการณ์ที่กำลังศึกษาเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์จะไม่เกี่ยวข้องกับการตัดสินคุณค่าว่าควรหรือไม่ควร เศรษฐศาสตร์วิเคราะห์จึงเป็นเครื่องมือ หรือหนทางเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

                    เศรษฐศาสตร์นโยบาย เป็นการวางนโยบายเศรษฐกิจที่เหมาะสมจำเป็นต้องมี

ความรู้ทางทฤษฎีเป็นพื้นฐานทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการวิเคาะห์ปัญหาและผลของนโยบายในทางตรงข้าม การวางนโยบายโด