หลักทั่วไปในการสืบสวน
พล.ต.ท.วรรณรัตน์  คชรักษ์   

   หน้าที่โดยหลักแล้วของตำรวจ    คือ   การป้องกันปราบปราม และจับกุมตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดี  รับโทษตามกฎหมาย  ซึ่งเกี่ยวกับความเดือดร้อนของประชาชนโดยตรง    ปัจจุบันตำรวจได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่หลายด้านด้วยกัน       ทำให้ปัจจุบันความเข้มข้นในการสืบสวนติดตามจับกุมตัวผู้กระทำความผิด ลดหย่อนประสิทธิภาพลง       ซึ่งมีหลายคดีที่เกิดเหตุแล้วไม่สามารถจับกุมตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายได้   และเมื่อเกิดเหตุแล้ว   ไม่สามารถจับกุมตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้นั้น เสมือนเป็นการเพาะเชื้อร้ายของอาชญากรรม     จากอาชญากรรมเล็กน้อย กลายมาเป็นอาชญากรรมขั้นสูงซึ่งร้ายแรงกว่าต่อไป   เพราะฉะนั้นจะต้องมีการพัฒนางานด้านงานสืบสวนให้มีประสิทธิภาพเพื่อนำไปสู่การจับกุมตัวผู้กระทำความผิด    ซึ่งหลักสูตรการสืบสวนคดีอาญาจะสามารถทำให้บุคคลากรมีความรู้ความสามารถเพื่อนำไปใช้ในอนาคต       และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ      แต่ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนจะต้องตระหนักว่า       ปัจจุบันมีองค์กรต่างๆ มากมายที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของตำรวจ เช่น องค์กรเอกชน ( NGO ) ต่างๆ รวมทั้งองค์กรสิทธิมนุษยชน          และคณะกรรมการต่างๆ
   เพราะฉะนั้นงานด้านสืบสวนจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีเจ้าหน้าที่ที่มีความชำนาญเฉพาะด้านอย่างแท้จริง  และเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนจะต้องมีคุณลักษณะพื้นฐานดังต่อไปนี้คือ
   1.  มีใจรัก    มีความสนใจในงานด้านสืบสวนอย่างแท้จริง และมีความกระตือรือร้นพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ตลอดเวลา ซึ่งจะต้องทำใจให้ได้
   2.  มีความอดทน 
   3.  มีความเสียสละ
   4.  ซื่อสัตย์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น
   5.  ไม่เป็นคนโอ้อวด  ขี้คุย 
   6.  มีความมุ่งมั่น ตั้งใจสูง  เช่น  ถ้าจับคนร้ายไม่ได้ไม่ยอมกลับ
   7.  ต้องไม่มีโรคประจำตัว ที่เป็นอุปสรรคในการทำงาน
   8.  ต้องไม่มีปัญหาครอบครัว  ถ้ามีอย่าเอาปัญหาต่างมายุ่งกับงาน จะต้องแบ่งแยกให้ได้
   9.  มีความรู้ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ และกฎหมายอื่นที่สำคัญ  เช่นกฎหมายอาญา, วิธีพิจารณาความอาญา และกฎหมายรัฐธรรมนูญ
   10.  มีความรู้ในงานพิสูจน์หลักฐาน และนิติวิทยาศาสตร์  เช่น ศพ, การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย
   11.  ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  เช่น ศาล ,อัยการ, เรือนจำ ,ไปรษณีย์ ฯลฯ
   12.  รักษาความลับ    ซึ่งสิ่งไหนควรเปิดเผยได้ และสิ่งไหนไม่ควรเปิดเผย
   13.  พัฒนาตัวเองให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของอาชญากรรมทุกรูปแบบอยู่ เสมอ
การเตรียมความพร้อมในการเป็นนักสืบ
1.   จะต้องมีห้องปฏิบัติการในการสืบสวน   ซึ่งจะต้องเป็นส่วนตัว ป้องกันความลับต่อบุคคลภายนอก  และสื่อมวลชนได้
2.   คัดเลือกผู้ใต้บังคับบัญชา   ที่มีความรู้ความชำนาญและที่เหมาะสมกับงาน และต้องมีคำสั่งจากหัวหน้าหน่วยงานที่ถูกต้อง
3.   เครื่องมือ  เครื่องใช้  สำหรับใช้ปฏิบัติงาน เช่น  กล้องถ่ายรูป, กล้องวีดีโอ, กล้องส่องทางไกล, เทปอัดเสียง   ต้องมีความพร้อม
4.   มีคอมพิวเตอร์ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานด้านข้อมูล
5.   อาวุธ  เช่นอาวุธปืนที่ใช้จะต้องมีความรู้ และความชำนาญ
6.   มีภาวะผู้นำ    สามารถกระตุ้นผู้ใต้บังคับบัญชาให้มีความกระตือรือร้นร่วมมือร่วมใจในการทำงาน  ได้ด้วยกัน  เสียด้วยกัน  อย่างเอาเปรียบลูกน้อง  ต้องซื่อสัตย์ต่อตนเอง และผู้อื่น   รวมถึงการซื้อใจผู้ใต้บังคับบัญชา
7.   ความดี ความชอบ  เมื่องานเสร็จแล้ว จะต้องร่วมรับความชอบด้วยกัน มีการรายงานผลการปฏิบัติของทีมงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบให้ทั่วถึงรวมถึงลูกน้องด้วย  อย่าเอาดีแต่ตัวเอง หากมีโอกาสจะต้องให้ลูกน้องผู้นำความสำเร็จมาสู่งาน ได้เข้าพบผู้บังคับบัญชา ซึ่งจะทำให้ลูกน้องเกิดความภาคภูมิใจ แต่จะต้องขออนุญาตผู้บังคับบัญชาก่อน “อย่าเก่งคนเดียว ต้องทำงานเ ป็นทีม”
8.   ฝึกลูกน้องให้มีความชำนาญเฉพาะด้าน  เช่น เรื่องยาเสพติด, มือปืนรับจ้าง, ทรัพย์สินหายซึ่งจะมอบหมายพื้นที่รับผิดชอบ ,มอบหน้าที่ในการทำงาน, และความรับผิดชอบในการทำงานของแต่ละคน ให้ลูกน้องมีความรู้สึกถึงการมีความรับผิดชอบในงานนั้นๆ
9.   มีข้อมูลท้องถิ่น   ซึ่งมีความจำเป็นอย่างมากในการทำงานด้านสืบสวน
10.   เมื่องานสำเร็จแล้ว จะต้องให้ลูกน้องได้พักผ่อนตามสมควร       
วิธีปฏิบัติในการสืบสวน     
1.   ทุกคดีจะต้องออกไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ ไม่ว่าช้าหรือเร็วจะต้องออกไปดูให้ได้
2.   จะต้องไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ  เกี่ยวกับคดีหากไม่มีอำนาจหน้าที่ และอย่าด่านสรุปใดๆ แห่งคดีในสถานที่เกิดเหตุ  หรืออย่าพูดชักนำก่อนที่จะได้รวบรวมและสรุปผลการสืบสวนแล้วนั้น  และอย่าวิจารณ์ต่อหน้าคนอื่น
3.   ถ่ายภาพสถานที่เกิดเหตุ และตรวจร่องรอยในสถานที่เกิดเหตุ
4.   รายงานเหตุให้ผู้บังคับบัญชาตามลำดับทราบโดยเร็ว
5.   การเก็บ หรือ พบอะไรในสถานที่เกิดเหตุจะต้องรวบรวมเข้าในสำนวนการสอบสวนโดยเร็ว อย่าเก็บไว้นานเป็นอันขาด และจะต้องทำบันทึกการตรวจพบไว้
6.   เอกสารใดเกี่ยวกับคดี  เช่น บันทึกจับกุม ,บันทึกการตรวจค้น , คำให้การคดีต่างๆ ที่ตนเองเป็นผู้กล่าวหา หรือพยาน เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานในการขึ้นพิจารณาในชั้นศาล และยืนยันไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงเอกสารโดยพลการ
วิธีการสืบสวน       
   1.  สืบสวนก่อนเกิดเหตุ    วัน  เดือน  ปี  ก่อนเกิดเหตุเป็นอย่างไร เช่น ที่มาของอาวุธ และยานพาหนะ  และสถานที่ที่วางแผนและเกี่ยวข้อง
   2.  ขณะเกิดเหตุ    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร และมีผู้ร่วมกระทำความผิดอย่างไรบ้าง
   3.  หลังเกิดเหตุ    คนร้ายหลบหนีไปที่ใด ทรัพย์สิน และอาวุธของคนร้ายอยู่ที่ใด
ข้อคิดเตือนใจ และข้อแนะนำ
   -  เวลามีคดีสำคัญ หรือ คดีใดๆ   ห้ามมองคนร้ายเป็นศัตรู ห้ามโกรธผู้ร้าย ซึ่งจะทำให้เราเกิดความลำเอียงได้
   -  อย่าจับเพื่อหาพยานหลักฐาน   จะต้องหาพยานหลักฐานก่อนที่จะจับกุมตัว
   -  ไม่มีคดีใดที่จะสืบสวนจับกุมตัวผู้กระทำผิดไม่ได้  เว้นแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น
 
                                                            ศึกษาคดีการโจรกรรมรถ
ประวัติและปรัชญาในการสืบสวน
พ.ต.อ.พงศ์พัฒน์  ฉายาพันธุ์ 
              “งานสืบสวนเป็นการค้นหาความจริงภายใต้กติกาของกฏหมาย “
   ปรัชญาการสืบสวน คือ การค้นหาความจริง โดยไม่เบี่ยงเบน โดยวิธีใดๆ
ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้อยู่ในกรอบของกฏหมายจะมีผลตามมา
   1.เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาทุกคนจะเอาตัวรอด  ผู้ปฏิบัติจะได้รับความเดือดร้อน
   2.ในสายตาประชาชนเจ้าหน้าที่ตำรวจคือผู้ร้าย จะไม่ได้มวลชน
   3.เวรกรรมจะติดตามตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัตินอกกรอบของกฏหมาย 
วิธีการสืบสวน  แนวทางวิเคราะห์
   1.  การตรวจสถานที่เกิดเหตุแบบบูรณาการณ์        ต้องมองให้สถานที่เกิดเหตุบอกเราได้ถึง
สภาพก่อนเกิดเหตุ     ขณะเกิดเหตุ      และหลังเกิดเหตุ
-  การตรวจสถานที่เกิดเหตุ จะต้องดูโดยภาพรวม ไม่แยกดูแต่ละส่วน    และจะต้องสามารถวิเคราะห์ได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในสถานที่เกิดเหตุเป็นอย่างไร ถึงจะนำไปสู่แนวทางการสืบสวน ซึ่งเรียกว่าที่เกิดเหตุพูดได้
-  ถ่ายภาพสถานที่เกิดเหตุ โดยจะต้องมีความรู้พอสมควร และจะต้องเก็บรายละเอียดในที่เกิดเหตุทั้งหมด
-  ปิดกั้นสถานที่เกิดเหตุ และไม่ทำลายสถานที่เกิดเหตุ  ถ่ายภาพสถานที่เกิดเหตุ – สเก็ตที่เกิดเหตุ และแช่แข็งที่เกิดเหตุ ( ปิดที่เกิดเหตุตรวจสอบและวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน )  เข้ามาอย่างไร – เกิดอะไรขึ้นขณะเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุคนร้ายหลบหนีไปที่ใด   
ลักษณะของคนร้ายแบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ
1.   ฆาตรกร ( Murderer )
2.   ฆาตรกรต่อเนื่อง  ( Serial killer )
3.   ฆ่าเพื่อความบันเทิง ( Spree killer )
4.   ฆ่าคนจำนวนมาก  ( Mass murder )
2.   ภูมิศาสตร์ด้านอาชญากรรม      จะบอกทิศทางของคนร้ายว่ามาจากที่ใด  และเมื่อเกิดเหตุแล้วน่าจะหลบหนีไปที่ใด 
3.  การวิเคราะห์พฤติกรรมของคนร้าย    ว่าคิดอย่างไร เพื่อหามูลเหตุจูงใจในการกระทำผิด
4.  การวิเคราะห์ข้อมูลในการสืบสวน วิเคราะห์ข่าว
5.   การอำพราง  คือการสร้างเรื่องเพื่อป้องกันงานด้านสืบสวน
การซักถามปากคำ ผู้กล่าวหา ผู้ต้องหา พยาน
   -เริ่มต้นจากการทำลายกำแพงความรู้สึกโดยการแสดงความเป็นพวกเดียวกับเขา  สร้างความคุ้นเคยต่อกัน
   -ตรวจสอบว่าความรู้สึกของเขาเป็นพวกเดียวกับเราหรือไว้ใจเราหรือยังให้ลองขยับตัวเข้าใกล้แต่ไม่ต้องสัมผัสตัวเขา  หากเขาไม่ถอยหนีแสดงว่าเขาเริ่มมีความไว้ใจเรา
   -ทำลายเกราะป้องกันของเขา โดยเฉพาะพวกที่เป็นบุคคลในเครื่องแบบเช่น ครู หมอ ให้เรียกดึงความรู้สึกเขาลงมาหาเราโดยใช้สรรพนามแทนตัวเขาว่า “คุณ”
   -เขาจะบอกความจริงแก่เราเมื่อเขาไว้ใจเรา

 
                                              ยาเสพติดช่อนอยู่ไหน







หลักการสืบสวน
พ.ต.อ.ศรกฤษณ์  แก้วผลึก 
งานสืบสวน  เป็นธรรมชาติประการหนึ่งของมนุษย์ที่มีความอยากรู้อยากเห็น    การสืบสวน สามารถมองพฤติการณ์ เหตุการณ์  ได้หลากหลายมุมมอง  ต้องยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างได้
หลักประการสำคัญในการสืบสวน
   1.ต้องพยายามรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคดีให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้  โดยวิธี
5W 1H  (ใคร ทำอะไร อย่างไร ที่ไหน เมื่อไร  ทำไม )
ข้อมูล  แบ่งออกเป็น  2 ชนิด
   1.  ข้อเท็จจริง
   2.  ข้ออนุมาน
การสืบสวน  การแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานทั้งปวง

ทฤษฎี "ระบบ"                                                                                                                           
               Input                                        Process                                          Output
                                                              Feedback
            
เมื่อนำมาเทียบกับการสืบสวน
คดีเกิดขึ้น            กระบวนการสืบสวน                   จับกุมคนร้ายได้
                                           ผลคดี/ประสบการณ์

กระบวนการสืบสวน คือ สิ่งสำคัญที่สุด และกระบวนการสืบสวนต้องนำเอาวิทยาศาสตร์เข้ามาใช้ในการสืบสวนด้วย


แนวคิดในระบบงานการสืบสวน
                     พล.ต.ต.สมคิด   บุญถนอม
อาชญากรรมทุกประเภทไม่มีสมบูรณ์แบบ  ต้องมีการทิ้งร่องรอยพยานหลักฐานไว้เสมอ  ทั้งก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ  และหลังเกิดเหตุ
ขั้นตอนกระบวนการสืบสวนคดีสำคัญ               
การสืบสวนจากที่เกิดเหต   
   -การตรวจสถานที่เกิดเหตุ  อย่าใจร้อนให้ตรวจให้ละเอียด
   -ให้ความสำคัญกับการรักษาสถานที่เกิดเหตุ
   -ติดตามสอบถามพยานในที่เกิดเหตุ และพยานแวดล้อมแห่งคดี
   -ใช้ศิลปะในการซักถาม ตลอดจนใช้ปฏิภาณไหวพริบ
   -ค้นหาพยานวัตถุและของกลางโดยใช้วิทยาการเข้าช่วย
การวางแผนการสืบสวน
   -รวบรวมข้อมูลจากที่เกิดเหตุ
   -ตั้งประเด็นในการสืบสวน (ตั้งสมมุติฐาน)
   -สร้างเหตุการณ์จำลอง
   -วิเคราะห์ข้อมูลและพยานหลักฐาน
   -กำหนดแนวทางการสืบสวน แบ่งหน้าที่ ภารกิจ
   -สืบสวนหาพยานหลักฐานและของกลาง
   -ประสานงานกับเจ้าหน้าที่วิทยาการหาข้อมูลเพิ่มเติม
   -การเฝ้าจุด,สะกดรอย,การเฝ้าฟัง
การวางแผนการจับกุม
   -เตรียมความพร้อม ทีมงาน อุปกรณ์ ยานพาหนะ
   -แบ่งหน้าที่ ซักซ้อมการปฏิบัติ จำลองจากสถานการณ์ จริง
   -ประสานงานฝ่ายสอบสวน  ส่งมอบพยาน ของกลาง
   -การวิเคราะห์การจับกุม ควรจับแบบปิดหรือเปิด  ควรจับใครก่อน
   -หาของกลาง และพยานที่เกี่ยวข้องเสริมพยานหลักฐานในคดี
   -พิจารณาข้อกฏหมาย วางแผนขอหมายค้น หมายจับ
   -ใช้ศิลปะการซักถามพยาน ผู้ต้องหา
การดำเนินการจับกุม
   -การเฝ้าจุด สะกดรอย
   -พิจารณาความเกี่ยวข้องในคดี การแจ้งข้อกล่าวหาแต่ละคน
   -ศิลปะการจับกุม เฝ้าจุด รอคอย
 
                                                        อย่าลือหล่อรอยเท้าในที่เกิดเหตุด้วยนะค่ะ















กฎหมาย  ระเบียบ  ข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการสืบสวนจับกุม
พล.ต.ต.จักรทิพย์  กุญชร ณ อยุธยา

การค้นต้องมีหมายศาลเท่านั้น  ยกเว้นค้นโดยไม่มีหมายได้  ในกรณีข้อยกเว้นตามกฎหมายกำหนด  คือ
1.เมื่อมีเสียงร้องให้ช่วยมาจากข้างในที่รโหฐาน
2.ปรากฏความผิดซึ่งหน้า  กำลังกระทำในที่รโหฐาน
3.เมื่อบุคคลที่ให้กระทำผิดซึ่งหน้า ขณะที่ถูกไล่จับหนีเข้าไป หรือมีเหตุอันแน่นแฟ้น ควรสงสัยว่าได้เข้าไปหลบซ่อนตัวในที่รโหฐาน
4.เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่า  สิ่งของที่ได้มาเป็นการกระทำผิด
5.เมื่อผู้ถูกจับมีหมายจับ
ป.วิ.อาญา  มาตรา 78
   จะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับไม่ได้  เว้นแต่
   1.เมื่อบุคคลนั้นกระทำผิดซึ่งหน้าดังบัญญัติไว้ในมาตรา 80
   2.เมื่อพบบุคคลนั้นกำลังพยายามกระทำความผิดหรือพบโดยมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าผู้นั้นจะกระทำความผิด  โดยมีเครื่องมือ  อาวุธ  หรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ในการกระทำผิด
   3.เมื่อมีเหตุอันสมควรว่าผู้นั้นได้กระทำความผิดมาแล้ว  และจะหลบหนี
ป.วิ.อาญามาตรา 80
   ความผิดซึ่งหน้า  ได้แก่  ความผิดซึ่งเห็นกำลังกระทำหรือพบในอาการใดซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าเขาได้กระทำผิดมาแล้วสด ๆ
   อย่างไรก็ดี ความผิดอาญาดั่งระบุไว้ในบัญชีท้าย ป.อาญา  ซึ่งให้ถือว่าความผิดนั้นเป็นความผิดซึ่งหน้า  ในกรณีดังนี้
   1.เมื่อบุคคลหนึ่งถูกไล่จับ  ดั่งผู้กระทำโดยมีเสียงร้องดังเอะอะ
   2.เมื่อพบบุคคลหนึ่งแทบจะทันทีทันใด     หลังจากการกระทำผิดในแถวใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุนั้น  และมีสิ่งของที่ได้มาจากการกระทำผิดหรือมีเครื่องมือ อาวุธหรือวัตถุอย่างอื่น  อันสันนิษฐานได้ว่าได้ใช้ในการกระทำผิด  หรือมีร่องรอยพิรุธเห็นประจักษ์ที่เสื้อผ้าหรือเนื้อตัวของผู้นั้น
   




กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับงานสืบสวน
พ.ต.อ.อำนวย  นิ่มมะโน 
จากผลการสำรวจวิจัยบทบาทที่ถูกต้องมากที่สุดคือ  “งานให้บริการแก่ประชาชน”
เพราะ   
1.ความไม่ชัดเจนในบทบาทหน้าที่                      งานตำรวจมีมากจนไม่แน่ใจว่า   
 เป็นงานของตำรวจหรือไม่
2.ถือเป็นงานที่มีความสำคัญรองลงมา                จึงไม่ตั้งใจทำจนถูกตำหนิ,   
 เราทุ่มแต่งานหลักคือ  ปราบปรามอาชญากรรมมากกว่างานบริการจนถูกตำหนิ

ตาม พ.ร.บ.ตำรวจ 2547  งานในหน้าที่ตำรวจสามารถแยกแยะได้ดังนี้
   1.รักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ
        -  สายตรวจ
        -  ตชด.
   2.อำนวยความยุติธรรมในทางอาญา                     สอบสวน, สืบสวน
   3.บำบัดทุกข์  บำรุงสุข  ให้กับประชาชน                     ครอบจักรวาล
   4.การให้บริการแก่ประชาชน                                     งานจราจร  งานทะเบียน
งานที่ถูกตำหนิเป็นอันดับสอง   “งานอำนวยความยุติธรรมทางอาญา”  เพราะ
      1.มีการละเมิดศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์   การตรวจกัน  จับกุม  คุมขัง 
 สอบสวน  ลักษณะงาน
       2.บุคลากรขาดความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติ  โดยเฉพาะตำรวจฝ่ายสืบสวนสอบสวนเป็นหลัก
เหตุที่ทำงาน ตร.ยุคปัจจุบันทำงานยากกว่าอดีต  เนื่องจาก
   รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540
“ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์” (ม.28) 
        สิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐจำต้องให้ความคุ้มครอง                       คือศักดิ์ศรีมีความเป็นมนุษย์
- ชีวิตร่างกาย   
- เสรีภาพ
- ชื่อเสียง
- ทรัพย์
รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้จึงบัญญัติคุ้มครองไว้
1.คุ้มครองด้าน “ชื่อเสียง”
     ม.34 สิทธิของบุคคลในครอบครัว  เกียรติยศ  ชื่อเสียงหรือความเป็นอยู่ส่วนตัว
ย่อมได้รับความคุ้มครอง จะละเมิดหรือกระทบต่อสิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ  ศักดิ์ศรีหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวจะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน
   2.คุ้มครอง  “เสรีภาพ”
     การตรวจค้น  เพื่อพบและสิ่งของที่ได้มาจากการกระทำผิด    หรือได้ใช้ในการ
กระทำผิด   หรือมีไว้เป็นความผิด
        1.  ค้นตัว        
        2.  ค้นบ้าน            
     การออกตรวจค้น    เดิมตำรวจออกหมายค้นเอง   ใหม่  ขอหมายค้นจากศาล
        การจับ  เพื่อเอาตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
       ตำรวจออกหมายจับเอง  (เดิม)

   ขออนุมัติกระทรวงมหาดไทยก่อนออกหมายจับ

           ขอหมายจับจากศาล (ปัจจุบัน)
              จับโดยไม่ต้องมีหมายจับ         ความผิดซึ่งหน้า

การสอบสวน  คือ  การรวบรวมพยานหลักฐาน   เพื่อพิสูจน์ความผิด    และ
เอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ
         เดิม      พนักงานสอบสวน
         ปัจจุบัน      มีผู้อื่นมาฟังการสอบสวน
               เด็ก มีสหวิชาชีพร่วมถามปากคำเด็ก
        ในการสอบสวน          พนักงานสอบสวนจะเปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาอ้างพยาน
หลักฐานต่อสู้คดีเต็มที่
    การควบคุม  เป็นการควบคุมตัวผู้ต้องหา ไว้สอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน
โดยอำนาจของตำรวจ
        ควบคุมไว้ที่ สน.              7   วัน (เดิม)

               3  วัน

               48  ชั่วโมง   (ปัจจุบัน)
        ตัวเป็นเด็ก         24   ชั่วโมง
   สาเหตุที่เปลี่ยน กม.  เนื่องจากรูปแบบกระบวนการยุติธรรมไทยได้เปลี่ยนไป
รูปแบบกระบวนการยุติธรรมชั้นตำรวจ   จากรูปแบบเดิม                      ปัจจุบัน
   1.Crime  Control  Model  (รูปแบบควบคุมอาชญากรรม)  กฎหมายตามหลัง
   2.Due Process Model (รูปแบบหลักนิติธรรม - บังคับเชิง กม.อย่างเคร่งครัด) สนใจ กม.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชนเป็นหลัก
   3.Restoration  Justice  Model   (รูปแบบเชิงสมานฉันท์ –    แบบใหม่ที่ไม่มุ่งลงโทษ   ใช้การไกล่เกลี่ยประนีประนอม    ให้คดีไม่ถึงศาล – โดยใช้คณะกรรมการ       ไกล่เกลี่ย
   - หลักรัฐธรรมนูญ 2540 แบบที่ 2  นำ แบบที่ 1 ตาม
   - การค้นตามรัฐธรรมนูญ ม.238  เริ่มบังคับใช้วันที่  11 ต.ค.2540
   - เรื่องแนวทางปฏิบัติของตำรวจ  เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และคลุมเครือ   :    ให้ระวังต้องศึกษาข้อกฏหมายให้ชัดเจน
3.คุ้มครอง ‘ทรัพย์”                   การค้น
4.คุ้มครอง  “เสรีภาพ”                                   การจับ
   รัฐธรรมนูญ ม.237  การจับและคุมขังบุคคลใดจะกระทำมิชอบ   เว้นแต่จะมีหมายศาล  หรือโดยกระทำผิดซึ่งหน้าหรือจับโดยเหตุอื่นตามกฎหมายบัญญัติ  โดยไม่ต้องมีหมาย  ซึ่งต้องอ้างเหตุจำเป็น
   -  ศาล + ตำรวจ + ยุติธรรม    พิจารณาร่วมกันร่างระเบียบราชการว่าด้วยแนวปฏิบัติในการออกหมายจับและหมายค้น  ผลการจับ
    สรุปการค้น ป.วิ ม.78
   -  จับความผิดซึ่งหน้า  จับได้  ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ
     -  ตามอนุอื่นยังคลุมเครือ (2), (3)  ส่วนอนุ (4)  ชี้ให้จับยกเลิกไป
   
“ตั้งใจสวดต่อไป”
วิธีการสืบสวน
การตรวจและรักษาสถานที่เกิดเหตุ / การตั้งประเด็นการสืบสวน
พล.ต.ต.คงเดช  ชูศรี 
   งานสืบสวน  คือ การแสวงหาข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน    คนที่จะเป็นนักสืบควรผ่านงานพื้นที่มาก่อนแล้ว และผ่านงานสอบสวนมาด้วย จึงจะเป็นนักสืบที่ดีได้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ
   1.ให้รู้เรื่อง  ทราบถึงเรื่องราว ความเป็นมาก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ
   2.ให้รู้ตัว   ว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำความผิด
   3.รู้วิธีการกระทำผิด
   4.รู้ว่า  สิ่งของที่ได้มา ได้ใช้หรือมีไว้ ของกลาง อาวุธ ยานพาหนะ ทรัพย์สิน เอกสารนั้นอยู่ไหน
   เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานไว้ในสำนวนการสอบสวนดำเนินคดี ติดตามจับกุมตัวผู้กระทำผิด หาของกลางคืนเจ้าทรัพย์
   เทคนิคและวิธีการสืบสวน 
1.การสัมภาษณ์และการซักถาม 
2.การใช้เครื่องมือจับเท็จ 
3. การตรวจสถานที่เกิดเหตุ 
4.การตรวจสอบจากแผนประทุษกรรม 
5.การหาข่าวจากประชาชนข้างเคียง 
6.การเยี่ยมเยียนสอบถามผู้เสียหายเพิ่มเติม     
7.การค้นหาข่าวและรายละเอียดจากแหล่งข้อมูลทั่วไป      
8.การตั้งประเด็นในการสืบสวนสอบสวน 
9.การใช้สายลับ 
10.การเฝ้าจุด (นั่งโป่ง)  และการสะกดรอย 
11.การดูลาดเลา 
ที่เกิดเหตุต้องไปหลาย ๆ ครั้ง  และพูดคุยหาพยานหลาย ๆ คน  หลากหลายกัน  และต้องฟังมากกว่าพูด  อย่าพูดชี้นำพยานก่อน
   การสืบสวนคดีความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย (สืบง่าย จับยาก)
1.   ประเด็นการสังหาร (ธุรกิจส่วนตัว ชู้สาว ล้างแค้นส่วนตัว ล้างหนี้พนัน )
2.   กลุ่มมือปืนรับจ้างรับงาน ต้องรู้ให้ได้ว่ากลุ่มใดเป็นผู้ลงมือ
ปัญหาคือ  พยานไม่กล้ายืนยัน หรือไม่มีพยาน คนร้ายจะหลบหนีและข่มขู่พยาน หรือซื้อตัวพยาน โดยมีคนรับดำเนินการให้พยานไม่มาศาล หรือกลับคำให้การ เป็นเหตุให้ศาลยกฟ้อง
การสืบสวนคดีเกี่ยวกับทรัพย์
1.   ของเดิมที่มีอยู่ กลับหายไป มีทรัพย์ถูกโจรกรรม
2.   ของที่มันมีเพิ่มขึ้นมา เช่น หยดเลือด กระจกร้าว รอยเท้า ร่องรอยต่างๆ นำไปสุ่การพิสูจน์  ยืนยัน  รอยนิ้วมือ นิ้วเท้า
       
 
                                                           วงเรือน้อยลอยวน  ในสายชลที่ผึ่งหวาน












การสัมภาษณ์ ซักถามและการสอบปากคำ
พ.ต.อ.สุวัฒน์  แจ้งยอดสุข 

ความสำคัญของการฟังในกระบวนการสัมภาษณ์ซักถาม  และการสอบปากคำ
   -เราสามารถแสวงหาข้อมูลที่ถูกต้องมากกว่าและสมบูรณ์มากกว่าได้โดยง่าย ด้วยการเพียงแต่  "ฟัง"
   -เรามักจะมอง  แต่ไม่เห็น  และมักจะได้ยิน  แต่ไม่ได้ฟัง
   -ความเร็วเฉลี่ยในการพูด   =  125 คำ/นาที
   -ความเร็วเฉลี่ยในการฟัง   =  400 คำ/นาที
   -การพูดแบบเล่าเรื่อง จะทำให้รับรู้ถึงมุมมองและความรู้สึกของผู้เล่าได้ดี  และถูกต้องมากกว่าการตั้งคำถาม
   ดังนั้น ตำรวจเราต้องเริ่มต้นด้วยการ  "ฟัง" ก่อน
   "การรับรู้"  (Perception)  มนุษย์จะรับรู้จากจำเรื่องคนอื่นเล่าได้เพียง 50%
   การฟังคนอื่น ให้รับรู้ความรู้สึกผู้อื่น  ไม่เอาตัวเราเป็นที่ตั้ง  เพราะจะทำให้เกิดความลำเอียง (Bias)
หลักของการฟัง   ฟังอย่างไรได้ประโยชน์
   1.เตรียมการฟัง 
        - ทัศนคติเชิงสร้างสรรค์ ถ้าเราสามารถกำหนดเวลาและสถานที่ได้  ต้องกำหนด
ในสถานที่และเวลาที่เหมาะสม  สร้างสรรค์  ที่คนถูกสัมภาษณ์เต็มใจ
        - รับรู้สภาพแวดล้อม  การสอบที่บ้าน  จะรับรู้ทัศนคติของผู้ตอบได้ดีกว่า  แต่จะควบคุมพยานลำบาก  แต่การสอบที่ทำการ ควบคุมพยานได้ดีกว่า  แต่จะไม่รู้ถึงทัศนคติของผู้ตอบได้จริง
        - ตั้งใจฟัง
        - ประสานตา
   2.หยุดยิงคำถาม
        - อย่าขัดจังหวะ
        - อย่าด่วนสรุปหรือตัดสิน
   3.แสดงให้เห็นว่ากำลังฟัง
        - กำจัดสิ่งกีดกั้นทางกายภาพ  เช่น  โต๊ะที่นั่ง  ไมโครโฟนที่ขวาง จะทำให้รู้สึกห่างเหิน
        - เผชิญหน้า     ประมาณ 40% ของการสนทนากัน  ถ้าสูงหรือต่ำกว่านี้ไม่ดี
        - ประสานตา
        - ตอบรับโดยแสดงออกทางใบหน้า
        - แสดงอาการยอมรับตามสมควร
ลักษณะของผู้ฟังที่ดี  ให้อยู่ตามอารมณ์ของผู้พูด
   1.มองผู้พูด
   2.ถามคำถามเพื่อความชัดเจน
   3.แสดงความห่วงใยด้วยการถามถึงความรู้สึก
   4.ทวนคำบางคำของผู้พูด
   5.สงบนิ่ง  ควบคุมอารมณ์ได้  พยายามทำใจตามความคิดของผู้พูด  อย่าไปด่วนสรุปก่อน
   6.ตอบรับเป็นครั้งคราวด้วยการพยักหน้าหรือยิ้ม
   7.ตั้งใจฟัง นักฟังที่ดีต้องอดทนฟัง ปล่อยให้เขาเล่าเรื่องให้จนจบ ถ้าสำคัญอัดเทป  ถ่ายวีดีโอ ยิ่งดี
   8.ไม่ขัดจังหวะ
   9.อยู่ในประเด็นจนกระทั่งผู้พูดพูดจบหรือสิ้นสุดความคิด
การใช้ภาษาสมอง เป็นการทดลองทางวิทยาศาสตร์ คนจะแสดงออกท่าทางตามจิตใต้สำนึก
   1.เคลื่อนไหวร่างกายเข้าจังหวะและควบคู่กันกับผู้ถูกสัมภาษณ์ซักถาม  เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความตกลงภายในจิตใต้สำนึก
   2.ใช้น้ำเสียง ความดัง จังหวะความเร็วของการพูดให้เข้ากันกับผู้ถูกสัมภาษณ์ซักถาม
เพื่อสร้างความเชื่อถือ  และไมตรีจิต
   3.มีอารมณ์ร่วมเพื่อแสดงให้เห็นว่าเข้าใจ
      - ทำท่าทางตามผู้พูด ใช้น้ำเสียง ลักษณะเหมือนผู้พูด จะทำให้ผู้พูดรู้สึกว่าเรา
เป็นเพื่อน  และจะยอมพูดความจริงกับผู้ฟัง  เกิดความเชื่อถือ  ไว้ใจ  ผูกพัน
      - ทดลองเลียนแบบบุคลิกภาพ ถ้าเราทำตามผู้พูดตลอด   แล้วลองเปลี่ยนทำท่าทางนำ  ถ้าผู้พูดทำตาม  แสดงว่าเรา  Control  เขาได้แล้ว  ลองซักถามเลย
การสื่อระหว่างบุคคล
   1.คำพูด                 7% 
2.ไม่ใช่คำพูด           93%
                 - การเคลื่อนไหวร่างกาย   55%
    - น้ำเสียง         38%






การสื่อด้วยคำพูด
       เท็จ                     จริง
   - คลุมเครือ               - ตรงไปตรงมา   
   - รีรอ  ทวนคำถาม            - เป็นธรรมชาติ  ไม่ลังเล
   - สุภาพเป็นพิเศษ            - จริงใจ
   - พูดรับรอง               - ไม่พูดรับรอง
   - เรื่องเปลี่ยนไปมา            - คงเส้นคงวา
   - ใช้คำพูดจูงใจ สบถสาบาน         - ใช้คำทั่ว ๆ ไป
   - ปฏิเสธเฉพาะบางส่วน            - ปฏิเสธธรรมดา
   (ถ้าอยากรู้  ลองอัดเทป  กรณีที่เราโกหก)
อาการทางพฤติกรรมแสดงออกทางร่างกาย
       เท็จ                     จริง
   - หลังโกง เกร็งไม่เป็นธรรมชาติ         - ตัวตรง ตื่นเต้นแต่ผ่อนคลาย   
   -ไม่เผชิญหน้าตรง ๆ            - เผชิญหน้าตรง ๆ
   - พยายามเข้าหาสิ่งกีดขวาง         -โน้มตัวมาข้างหน้าแสดง
                                                                                            สนใจ
   - รูปลักษณ์ บุคลิกภาพตามธรรมชาติ      -รูปลักษณ์บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลง
      เปลี่ยนไป  (นั่งไม่ติด)                       ตามธรรมชาติ ไม่มีแบบแผน
   - ลำตัวขยับถอยออก