มาตรฐานคุณภาพชีวิต เป็นสิ่งที่มีคุณค่า มีความสำคัญและจำเป็นต่อบุคคลและสังคม เป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถกำหนดการสร้างเกณฑ์มาตรฐานเพื่อให้ระดับการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้และเพื่อการทำให้การพัฒนาตนเองและสังคมไปสู่เป้าหมายที่ปรารถนาบุคคลแต่ละคนและแต่ละครอบครัวจึงมีการพัฒนาตนเองในด้านการศึกษา การมีแนวคิดและเจตคติที่ดี การรู้จักบริหารตนเอง การมีความเอื้ออาทรต่อบุคคลอื่น การมีอาชีพ มีรายได้ มีคุณธรรมและศีลธรรม ฯลฯ หากทุกคนในสังคมสามารถปฏิบัติได้เช่นนี้ก็เท่ากับว่า สามารถช่วยยกระดับทั้งของตนเองและสังคมให้มีคุณค่า มีความเจริญงอกงาม พัฒนาไปสู่สังคมอุดมคติ ปัญหาต่างๆในสังคมจะลดลงหรือหมดไป เช่น ปัญหาครอบครัว ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาโสเภณี ปัญหาอาชญากรรม ปัญหามลภาวะเป็นพิษ ฯลฯ ดังนั้น ประเทศต่างๆจึงใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

คุณภาพชีวิต (Quality of Life) และการส่งเสริมสุขภาพ (Health Promotion) เป็นแนวความคิดที่ต่างก็พิจารณาถึงเรื่องเป้าหมายในเรื่องสุขภาพเป็นสำคัญ แต่ทั้งสองแนวคิดอยู่บนฐานคติทางการเมืองที่ต่างกัน ฝ่ายหนึ่งอยู่กับเสรีนิยมและความเป็นปัจเจก ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งอยู่กับฝ่ายก้าวหน้าเน้นชุมชน การส่งเสริมสุขภาพขององค์กรอนามัยโลก ที่มองแนวคิดของสุขภาพเป็นการกล่าวถึงในเชิงลึกด้านจิตวิญญาณ และในขณะที่การส่งเสริมสุขภาพนั้นให้ความสำคัญที่แตกต่างกันออกไปอย่างชัดเจนเรื่องของการสร้างเสริมอำนาจให้กับชุมชน โดยเห็นความสำคัญของสุขภาพ ขึ้นอยู่กับภาวะทางสังคม การเมือง จากที่กล่าวมาจะเห็นว่าแนวคิดคุณภาพชีวิตและการสร้างเสริมสุขภาพ ได้สร้างภาพความคิดที่มีความแตกต่าง มีคำกล่าวที่ตามมาที่ว่า "ชีวิตที่ดีเป็นอย่างไร?" ใครเป็นคนกำหนด? คนสูบบุหรี่เป็นคนเลว ไม่ใส่ใจสังคมหรอ? การเริ่มปฏิบัติด้านสุขภาพควรเริ่มสำหรับปัจเจกบุคคลหรือกลุ่มประชาชน? การที่ประชาชนกลุ่มต่างๆจะนิยามคุณภาพชีวิตหมายถึงว่า "ระดับความพึงพอใจของแต่ละคนซึ่งมีความสำคัญในชีวิตของปัจเจกบุคคล" ดูจะไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าไร ท่ามกลางการรณรงค์เรื่องคุณภาพชีวิตที่มุ่งเป้าไปที่การปฏิบัติของแต่ละบุคคลคน ดูยังเป็นข้อกังขาและสับสนในเชิงความคิด แต่การสร้างเสริมสุขภาพที่เน้นวิธีปฏิบัติของงานด้านการสร้างเสริมอำนาจชุมชนก็ดูยังห่างไกลกับการเปิดพื้นที่ใหม่ทางการเมืองเรื่องสุขภาพอยู่เช่นกัถ้าคุณภาพชีวิตดีทุกอย่างล้วนแล้วสามารถปฏิบัติประสบความสำเร็จ