วันนี้ผมจะนำเสนอเรื่องที่ไม่ใหม่นัก แต่ก็ไม่ได้เก่าจนเกินไป และดูเหมือนว่าเรื่องนี้กำลังจะมีบทบาทมากขึ้นในอนาคต นั่นก็คือ สกุลเงินแห่งชาติยุโรป หรือเงินยูโร

เงินยูโรถูกประกาศใช้เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1999 โดยเป็นแนวคิดร่วมกันของประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป 11 ประเทศ อันได้แก่ ออสเตรีย เบลเยี่ยม ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมัน ไอร์แลนด์ อิตาลี ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ โปรตุเกส และสเปน ที่พร้อมใจกันยกเลิกสกุลเงินดั้งเดิมของแต่ละประเทศที่ใช้มาเป็นเวลาเนิ่นนาน ขาดแต่เพียงสหราชอาณาจักรที่เป็นชาติใหญ่เพียงชาติเดียวที่ไม่ยอมเข้าร่วมวงไพบูลย์ในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เนื่องจากเหตุผลที่ว่าสหราชอาณาจักรใช้สกุลเงินปอนด์สเตอริงมาเป็นเวลานาน และเงินสกุลนี้ก็ได้มีบทบาทในตลาดการเงินอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับเงินสกุลอื่นของแต่ละชาติในยุโรป จนกระทั่งเกือบทุกประเทศทั่วโลกใช้เงินปอนด์เป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศโดยมีบทบาทเป็นรองเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐอเมริกาเท่านั้น

สำหรับจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเพื่อนำไปสู่การใช้เงินสกุลยูโรของชาติในยุโรปนั้น หากย้อนเวลากลับไปถึงในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อทุกชาติได้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ (Fixed exchange rate) มาตลอดจนถึงช่วงปี 1970 สหรัฐอเมริกาประกาศออกมาว่า ต่อไปนี้ค่าเงินดอลลาร์จะไม่ถูกผูกค่าไว้กับทองคำบริสุทธิ์อีกต่อไป แต่ละประเทศทางยุโรปจึงหันมาเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเป็นแบบแปรผัน (Flexible Exchange Rate) ทำให้เกิดความผันผวนทางการแลกเปลี่ยน และขณะเดียวกันสัดส่วนของการค้าระหว่างประเทศของยุโรปก็จะเป็นการค้าระหว่างประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปด้วยกันเองค่อนข้างมาก แทนที่จะค้าขายกับชาติในภูมิภาคอื่น

แนวคิดการใช้สกุลเงินร่วมกันของแต่ละชาตินั้นมาจากความร่วมมือกันของไม่กี่ชาติที่จะยกเลิกอุปสรรคทางการค้า และสร้างเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนร่วมกัน ขณะเดียวกันนั้นก็มีความคิดที่จะสร้างอำนาจของแต่ละชาติในสหภาพยุโรปให้มีความเป็นปึกแผ่นมากขึ้น โดยผ่านทางแผนการ Delors Plan ในช่วงทศวรรษ 1960s จากนั้นในปีค.ศ. 1971 ประเทศต่างๆ ในสหภาพยุโรปได้เรียกร้องเสนอให้มีแนวทางการพัฒนาเป็นสหภาพทางเศรษฐกิจและการเงินยุโรป แต่ก็มีการคัดค้านจากประเทศฝรั่งเศสที่เป็นชาติทีมีอำนาจในสหภาพยุโรปที่มองว่าสหภาพนี้อาจจะส่งผลต่ออำนาจอธิปไตยของชาติ ทำให้ข้อเสนอนี้ถูกพับเก็บเข้ากระเป๋าไป จนถึงปีค.ศ. 1973 ประเทศต่างๆ เพียงไม่กี่ประเทศอันได้แก่ เยอรมัน เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก อิตาลี และฝรั่งเศส ก็หันมาจับกลุ่มร่วมมือกันเองเพื่อกำหนดขอบเขตการแปรผันระหว่างเงินสกุลต่างๆ ของแต่ละชาติด้วยวิธี “Snake in the tunnel” โดยกำหนดขอบเขตไม่ให้เกิดความแปรผันระหว่างสกุลเงินของแต่ละชาติเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐมากกว่าร้อยละ 4.5 และความแปรผันของสกุลเงินของแต่ละชาติในกลุ่มด้วยกันเองมากกว่าร้อยละ 2.25 จากการรวมกลุ่มของแต่ละประเทศในครั้งนี้นำไปสู่การริเริ่ม “European Money System” ที่ต้องการให้มีการใช้เงินตรายุโรป หรือเงิน ECU (European Currency Unit) ระหว่างประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป

มาถึงตรงนี้แล้ว หากจะไม่กล่าวถึงสนธิสัญญามาสทริกท์ (Maastricht Treaty) ก็คงไม่ได้ เพราะสนธิสัญญานี้ต้องการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของแต่ละชาติในสหภาพยุโรปทั้งทางเศรษฐกิจการเงิน และทางการเมืองด้วยการจัดตั้งสหภาพทางเศรษฐกิจและการเงิน (Economic and Monetary Union) ควบคู่ไปกับการสร้างสหภาพทางการเมือง (Political Union) ซึ่งการใช้เงินตรายุโรปก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสนธิสัญญานี้ จึงนำไปสู่การประชุมร่วมกันระหว่างชาติสมาชิกของประชาคมยุโรป (European Community) ในปีค.ศ. 1990 และมีข้อสรุปจากการประชุมที่สำคัญข้อหนึ่งคือ จะต้องมีเงินตรายุโรปร่วมกันในปีค.ศ. 1999 เป็นอย่างช้า

สำหรับสาเหตุหลักที่ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปผลักดันไห้มีการใช้เงินสกุลเดียวกันนี้เนื่องจากประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปมักทำการค้าระหว่างชาติด้วยกันเองเสียเป็นส่วนใหญ่ เมื่อครั้งที่แต่ละชาติใช้สกุลเงินของตนเองนั้นจะมีภาระต้นทุนในการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศสูงประมาณร้อยละ 0.5 ถึง 1 ของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (GDP) หากมีการใช้สกุลเงินร่วมกันก็จะช่วยลดต้นทุนนี้ได้ และช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับตลาดร่วมยุโรป (Single European Market) มากขึ้น เงินทุนสามารถเคลื่อนย้ายไปมาระหว่างประเทศได้อย่างเสรีมากขึ้น ระดับราคาสินค้ามีเสถียรภาพมากขึ้นเพราะความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ถูกขจัดออกไปทั้งหมด อัตราดอกเบี้ยของแต่ละประเทศที่ใช้เงินยูโรก็เริ่มจะมีความเท่ากันมากขึ้น มีการพัฒนาตลาดซื้อขายตราสารหนี้ (Bond Market) มากขึ้น และการซื้อขายหลักทรัพย์ก็จะเป็นไปอย่างเสรีมากกว่าเดิมด้วย

แต่ขณะเดียวกันการใช้สกุลเดียวกันทั้งภูมิภาคก็จะส่งผลกระทบทางด้านลบได้เช่นกัน ในภาคธุรกิจการเงินและการธนาคารก็จะประสบปัญหามีต้นทุนในการดำเนินการเปลี่ยนแปลงรายการทางบัญชีจากสกุลเงินเดิมในแต่ละชาติไปเป็นเงินยูโร อีกทั้งธนาคารขนาดเล็กของแต่ละประเทศก็ไม่อาจจะอยู่ได้ หรืออยู่ได้ด้วยความลำบาก เนื่องจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้ทำให้กำไรส่วนเกินในอุตสาหกรรมธนาคารลดน้อยลง จนนำไปสู่การควบรวมกิจการ (merging) โดยธนาคารขนาดใหญ่จะควบรวมกิจการของธนาคารขนาดเล็กเข้าไป ทำให้เกิดเป็นองค์กรขนาดใหญ่ขึ้นและมีเครือข่ายสาขาอย่างกว้างขวาง 

สำหรับขั้นตอนการนำไปสู่การใช้เงินยูโรนั้น มี 3 ขั้นตอน คือ ในขั้นแรก (กรกฎาคม 1990 ถึง ธันวาคม 1993) จะเน้นให้แต่ละชาติปรับทิศทางของนโยบายการเงินให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ควบคุมเสถียรภาพทางราคาในประเทศ และการจัดการนโยบายการคลังและการบริหารหนี้สาธารณะให้เป็นระบบมากขึ้น พร้อมกับการขจัดสิ่งกีดขวางที่เป็นอุปสรรคในการดำเนินนโยบายการเงินร่วมกัน ขั้นที่สอง (มกราคม 1994 ถึง ธันวาคม 1998) มีการปรับเปลี่ยนตัวแปรทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่สำคัญ เพื่อนำไปสู่การใช้เงินเพียงสกุลเดียว พร้อมกับจัดตั้งธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank: ECB) และระบบควบคุมกำกับธนาคารกลาง (European System of Central Bank) เพื่อกำกับดูแลนโยบายทางการเงินหลังจากมีการใช้เงินยูโรแล้ว ขั้นที่สาม (ตั้งแต่ 1 มกราคม 1999 เป็นต้นไป) เป็นขั้นตอนสุดท้ายในการนำเงินยูโรมาใช้ โดยการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตายตัว (Irrevocably Fixed Conversion Rate) โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนเดียวกันในทุกประเทศที่ใช้เงินยูโร วันแรกที่มีการใช้เงินยูโร คือ 1 มกราคม 1999 โดยในระยะแรกแต่ละประเทศสามารถใช้เงินยูโรควบคู่ไปกับสกุลเงินเดิมของแต่ละชาติได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2001  แต่ในการขอกู้เงินระหว่างประเทศ การออกพันธบัตรรัฐบาลจะต้องใช้เงินยูโรเท่านั้น ทั้งนี้ทุกชาติจะต้องถอนเงินในสกุลเดิมของตนเองออกจากระบบให้หมดภายในวันที่ 1 กรกฎาคม 2002 

สำหรับประเทศที่ใช้เงินยูโรจนถึงขณะนี้มีด้วยกัน 19 ประเทศ โดยแบ่งเป็นประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป 13 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรีย เบลเยี่ยม ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมัน กรีซ ไอร์แลนด์ อิตาลี ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ โปรตุเกส สเปน และสโลเวเนีย ส่วนประเทศนอกกลุ่มสหภาพยุโรปที่ใช้เงินยูโรมี 6 ประเทศ ได้แก่ โมนาโก ซานมารีโน นครรัฐวาติกัน อันเดอร์รา รัฐมอนเตเนโกรและรัฐโคโซโวในประเทศเซอร์เบียและมอนเตเนโกร 

นับว่าเป็นการพัฒนาการใช้เงินในสกุลเดียวกันไปทั่วภูมิภาคเป็นครั้งแรก ส่วนจะประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหนนั้นต้องติดตามกันต่อไป 

ขอขอบคุณ แหล่งข้อมูล

สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ และชโยดม สรรพศรี. เงินยูโร การปรับใช้และผลกระทบ. กรุงเทพมหานคร. ศูนย์ยุโรปศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 2542.

http://www.th.wikipedia.org

นวฤกษ์ มีศิริ  4804611871