ทฤษฎีและหลักการมนุษย์สัมพันธ์ของผู้เรียนมนุษยสัมพันธ์มีส่วนสำคัญในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ การพัฒนามนุษยสัมพันธ์ต้องเริ่มที่ตัวเราก่อน โดยยึดหลักการวิเคราะห์และปรับปรุงตนเอง พัฒนาตนเอง (กรมวิชาการ, 2526) เข้าใจผู้อื่น วิเคราะห์คนอื่น วิเคราะห์สิ่งแวดล้อม มนุษยสัมพันธ์ก็จะเกิดขึ้น ตนเองมีความสุข ผู้อื่นเป็นสุข สังคมมีประสิทธิภาพ โลกเราก็น่าอยู่ยิ่งขึ้น ระวีวรรณ เสวตามร (2532 อ้างถึงใน อัจนา ศรีสุรพล, 2533) กล่าวถึงประโยชน์ของการมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีหลายประการ คือ ทำให้เกิดความราบรื่นในการคบหาสมาคม มีความเข้าใจที่ดีต่อกัน ทำให้เกิดความพอใจยินดีในการปฏิบัติงาน เกิดความสามัคคี รักใคร่ ปรองดองกัน เกิดความสำเร็จในงานที่มีวัตถุประสงค์ร่วมกัน เกิดปัจจัยในการเพิ่มผลผลิต และเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาและความขัดแย้ง และมนุษยสัมพันธ์ยังเป็นหัวใจของการอยู่ร่วมกันและการทำงานร่วมกัน ทั้งนี้เพราะการอยู่และการทำงานร่วมกันนั้น จะหลีกเลี่ยงการติดต่อสัมพันธ์กันไม่ได้ และการติดต่อสัมพันธ์กันนี้เอง ที่มีผลทำให้เกิดความรู้สึกพอใจ หรือไม่พอใจ ที่จะอยู่หรือทำงานร่วมกัน ซึ่งธรรมชาติของมนุษย์ที่อยู่ในโลกนี้ได้อย่างมีความสุขเราจะต้องเป็นผู้เข้าหาสังคม รู้จักสร้างสัมพันธภาพที่ดีในการติดต่อกับผู้อื่น วิธีการที่จะพัฒนามนุษยสัมพันธ์ทำได้หลายวิธี เช่น การใช้กิจกรรมกลุ่ม การใช้บทบาทสมมติ การจัดโปรแกรมฝึกมนุษยสัมพันธ์ และการเข้ากลุ่มฝึกความรู้สึกไว (Sensitivity-Training Group) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้ากลุ่มฝึกความรู้สึกไวเป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถพัฒนามนุษยสัมพันธ์ได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้เพราะการเข้ากลุ่มฝึกความรู้สึกไว คือ การก่อให้เกิดการตระหนักรู้เกี่ยวกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นในระหว่างการเข้ากลุ่ม ปฏิกิริยาของตนเองที่มีต่อผู้อื่น ความประทับใจที่มีต่อเพื่อนสมาชิกในกลุ่ม ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ทั้งเป็นรายกลุ่มและรายบุคคล ซึ่งจะนำไปสู่ทักษะในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ (พรเทพ ช้อยหิรัญ, 2532) ซึ่งสอดคล้องกับบุหงา วชิรศักดิ์มงคล (2530) ที่กล่าวว่า วิธีการพัฒนาการรับรู้ของบุคคลให้มีความไวสูงขึ้น โดยใช้กระบวนการกลุ่ม มีชื่อเรียกว่า การเข้ากลุ่มฝึกความรู้สึกไว กลุ่มประเภทนี้เป็นกลุ่มอบรมประเภทหนึ่งที่มุ่งฝึกให้บุคคลมีการพัฒนาทักษะในการเรียนรู้และรับรู้สิ่งต่างๆ เกี่ยวกับตนเองและผู้อื่น เพื่อจะเป็นเครื่องส่งเสริมให้บุคคลเกิดความเข้าใจตนเอง ยอมรับตนเอง เห็นความสำคัญของการพัฒนาปรับปรุงตนเอง เกิดความเข้าใจความรู้สึกและพฤติกรรมของผู้อื่น มีความสามารถในการสื่อสารอย่างถูกต้อง แม่นยำ อันจะนำมาซึ่งมนุษยสัมพันธ์อันดีต่อกัน นอกจากนี้การเข้ากลุ่มฝึกความรู้สึกไวจะช่วยพัฒนาทักษะการฟัง ทักษะการพูด การรู้จักแสดงความคิดเห็น การควบคุมการแสดงออกของอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม กล้าเปิดเผยตนเอง ซึ่งลักษณะเหล่านี้ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่จะช่วยให้การสื่อสารระหว่างบุคคลมีประสิทธิภาพ (สุธีรพันธ์ กรลักษณ์, 2528) และยังทำให้เกิดความสัมพันธ์และการพัฒนาค่านิยม ความต้องการ ทัศนคติ ความรู้สึก และการรับรู้พฤติกรรมของผู้อื่นอีกด้วย จากการศึกษาผลการวิจัยที่ผ่านมา สรุปได้ว่า การเข้ากลุ่มฝึกความรู้สึกไวมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงด้านการรับรู้ตนเอง และด้านการสื่อสารซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการมีมนุษยสัมพันธ์ แต่วิธีการเข้ากลุ่มฝึกความรู้สึกไวนั้น ใช้เวลาแตกต่างกัน อาทิเช่น ใช้วิธีการแบบมาราธอน ซึ่งเป็นการฝึกอย่างต่อเนื่องติดต่อกัน คือใช้เวลาในการฝึกความรู้สึกไว 2 คืน 3 วัน หรือวิธีการฝึกความรู้สึกไวแบบปกติ ซึ่งเป็นการฝึกแบบไม่ต่อเนื่อง ใช้เวลาสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือสัปดาห์ละ 7 ครั้ง ดังนั้นจึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจว่า จะใช้เวลาในการเข้ากลุ่มฝึกความรู้สึกไวอย่างไรเพื่อพัฒนามนุษยสัมพันธ์ของนักเรียนจึงจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งยังไม่มีผู้ใดทำการวิจัยศึกษาเปรียบเทียบ นำกลุ่มทั้ง 2 ประเภทนี้มาศึกษาเปรียบเทียบกันว่า การเข้ากลุ่มฝึกความรู้สึกไวแบบมาราธอนหรือการเข้ากลุ่มฝึกความรู้สึกไวแบบปกติวิธีใดมีประสิทธิภาพในการพัฒนามนุษยสัมพันธ์มากกว่ากัน อนึ่งโรงเรียนบ้านซำมูลนากเป็นโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา มีการเปิดสอนหลายระดับ ตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษา จนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนต้น นักเรียนที่มาเข้าเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นนั้นมาจากหลายๆ หมู่บ้าน มีความแตกต่างกันด้านนิสัย สภาพความเป็นอยู่และสิ่งแวดล้อมทางสังคมที่ต่างกัน สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาขึ้นกับนักเรียนในการที่มาอยู่ร่วมกันเป็นจำนวนมาก ปัญหาที่พบก็คือ มนุษยสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับนักเรียนด้วยกัน และปัญหามนุษยสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับครูอาจารย์ ซึ่งมีผลกระทบไปถึงการเรียนของนักเรียนได้ กอปรกับผู้วิจัยเป็นครูแนะแนวโรงเรียนบ้านซำมูลนากมา 8 ปี มีโอกาสใกล้ชิดนักเรียนมาตลอด ได้ใช้แบบสำรวจด้านมนุษยสัมพันธ์กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและสัมภาษณ์อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ที่สอนรายวิชา และศึกษาจากข้อมูลพื้นฐานรายบุคคลของนักเรียน พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านซำมูลนาก ซึ่งเป็นนักเรียนวัยรุ่น มีอายุ 14-15 ปี ขาดมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อบุคคลอื่น เช่น การไม่รู้จักทักทายผู้อื่นก่อน การพูดจาไม่สุภาพ ไม่รู้จักการให้ผู้อื่น ไม่ยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งมักเกิดปัญหาในการทำงานเป็นกลุ่ม และงานที่ได้รับมอบหมายจากครู อาจารย์ ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้วิจัยเองซึ่งเป็นครูแนะแนวของโรงเรียน น่าจะมีส่วนช่วยเหลือนักเรียนในการพัฒนามนุษยสัมพันธ์ โดยผู้วิจัยสนใจวิธีการเข้ากลุ่มฝึกความรู้สึกไวแบบมาราธอนและแบบปกติ ในการนำมาพัฒนามนุษยสัมพันธ์ของนักเรียน และต้องการเปรียบเทียบผลการเข้ากลุ่มฝึกความรู้สึกไวทั้ง 2 แบบว่าแบบใดจะมีประสิทธิภาพมากกว่ากัน       

การสร้างบรรยากาศของห้องเรียน                   

            บรรยากาศห้องเรียนที่มีบรรยากาศอบอุ่น ราบรื่น ทุกคนมีความจริงใจต่อกัน  ต่างคนต่างช่วยเหลือซึ่งกันและกันครูและผู้เรียนจะมีความสุขและเอื้อต่อการเสริมสร้างบุคลิกภาพ และพัฒนาการของผู้เรียน ครูจึงควรเป็นกัลยาณมิตรต่อผู้เรียนคือประกอบด้วยองค์คุณของกัลยาณมิตร 7 ประการ คือ                        

   1.  ปิโย  หมายถึง เป็นที่รัก เป็นที่พอใจ เพราะครูมีความรัก เมตตา ทำตนให้เป็นที่รักของศิษย์                          

2.  ครุ    หมายถึง เป็นที่เคารพ เพราะวางตนดีงาม  มีความหนักแน่น  น่าเคารพยำเกรง                         

  3.  ภาวนีโย หมายถึง ปฏิบัติตนน่าสรรเสริญ  เพราะฝึกฝนอบรมตนให้เจริญด้วยความรู้และเชี่ยวชาญ                         

  4.  วัตตา     หมายถึง เป็นผู้ว่ากล่าว มีความเพียร พร่ำสอน พร่ำเตือนศิษย์ด้วยความหวังดีทุกเมื่อ                        

   5.  วจนักขโม  หมายถึง เป็นผู้อดทนต่อถ้อยคำ แม้ศิษย์จะซักไซ้ ลองภูมิหรือพูดกระทบกระทั่งเสียดสี                       

    6.  คัมภีรัญ จ กถัง กัตตา  หมายถึง เป็นผู้กล่าวถ้อยคำอันลึกซึ้ง  สอนกระจ่างชัด เรื่องยากทำให้เข้าใจได้แจ่มแจ้งและลุ่มลึก                      

      7. โนจัฏฐาเน นิโยชเย  หมายถึง  พึงนำไปในฐานะที่ดี ในตำแหน่งที่ดี ไม่ชักชวนในฐานะอันไม่สมควร  ไม่ชักนำศิษย์ไปในทางเสื่อมเสีย                 

     หลักการปฏิบัติของครูและนักเรียนเพื่อสร้างบรรยากาศการเรียน              

  1.  ครูและนักเรียนตกลงเรื่องการเรียนและบรรยากาศการเรียนร่วมกัน

2.       ครูและนักเรียนต้องพยายามที่จะปรับปรุงทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์  ครูต้องเป็นแบบอย่าง โดยมีวุฒิภาวะ และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี

3.       ทั้งครูและนักเรียนมีหน้าที่ในการสร้างบรรยากาศการเรียน                ครูทำตนให้เป็นที่รักและเชื่อถือ  ยุติธรรม มีความสม่ำเสมอ และควบคุมอารมณ์ได้  มองโลกในแง่ดี มีเจตคติทางบวกต่อชีวิตที่จะช่วยให้นักเรียนแก้ปัญหา  และครูพยายามให้แรงเสริมในชั้นเรียนนักเรียนจะต้องทราบว่าตนเองมีหน้าที่ที่จะช่วยสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ โดยการตั้งใจเรียน  ร่วมมือในกิจกรรมในชั้นรับผิดชอบ  เชื่อถือได้ และมีน้ำใจต่อคนอื่น                     

การสร้างแรงจูงใจเพื่อการเรียนรู้                                                            

 แรงจูงใจ (Motive)      สิ่งที่บุคคลคาดหวัง  โดยที่สิ่งนั้นอาจเป็นสิ่งที่บุคคลพึงพอใจ หรือไม่พึงพอใจก็ได้ แรงจูงใจมีผล ดังนี้           

1.  เป็นพลังงานที่กระตุ้นให้บุคคลแสดงพฤติกรรม            

2.  เป็นตัวกำหนดทิศทางและเป้าหมายของพฤติกรรม                           

 3.  เป็นตัวกำหนดระดับของความพยายาม  

เป้าหมาย  (Goal)               

      จุดสุดท้ายที่บุคคลพยายามแสดงพฤติกรรมไปสู่จุดนั้น เพื่อสนองความต้องการของบุคคลนั้นในสภาพการณ์ใดสภาพการณ์หนึ่ง    -กำหนดทิศทางให้บุคคลแสดงพฤติกรรม                 

-สะท้อนระดับของความคาดหวังของบุคคล

อิทธิพลของเป้าหมายที่มีผลต่อการเรียนรู้

ผู้เรียนที่มีเป้าหมายด้านการเรียนรู้ จะเลือกหางานที่ท้าทายผู้เรียนมองครูว่าเป็นแหล่งความรู้หรือผู้แนะ   เป้าหมายจะมีอิทธิพลต่อสิ่งที่ผู้เรียนให้ความสนใจในสถานการณ์การเรียนรู้   เป้าหมายระยะสั้นจะช่วยผู้เรียนได้มากกว่าเป้าหมายระยะยาวและ เป้าหมายเชิงสังคม มีแนวโน้มสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน                     ผู้เรียนที่มีเป้าหมายการเรียนรู้   

-การแข่งขันและความร่วมมือมีผลต่อการเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน  

-การเรียนที่ตั้งเป้าหมายทั้งการร่วมมือและการแข่งขัน  ผู้เรียนจะมีผลสัมฤทธิ์สูงขึ้น   

-เป้าหมายการแข่งขันอย่างเดียวจะทำให้ผู้เรียนท้อและไม่ช่วยเหลือเพื่อน  และสร้างบรรยากาศที่ไม่เอื้อให้คนเรียนอ่อนได้ประสบความสำเร็จ      การเรียนที่ตั้งเป้าหมายทั้งการร่วมมือและการแข่งขัน  ผู้เรียนจะมีผลสัมฤทธิ์สูงขึ้น  ส่วนเป้าหมายการแข่งขันอย่างเดียวจะทำให้ผู้เรียนท้อและไม่ช่วยเหลือเพื่อน  และสร้างบรรยากาศที่ไม่เอื้อให้คนเรียนอ่อนได้ประสบความสำเร็จ                                                        

   ข้อเสนอแนะการสร้างแรงจูงใจเพื่อการเรียนรู้
ออกแบบการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับพัฒนาการ  ความต้องการ  และความสนใจของผู้เรียน                                                  
 

 1.  สอนให้สอดคล้องกับระดับของประสบการณ์ และความสามารถของผู้เรียน           

    2.  ระบุคุณค่าของสิ่งที่เรียน เพื่อให้ผู้เรียนเห็นประโยชน์ที่เกิดขึ้น                        3.  นำผู้เรียนเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียน   

4.   เปิดโอกาสให้ผู้เรียนฝึกปฏิบัติในสิ่งที่เรียน           

 5.  แนะให้ผู้เรียนใช้กระบวนการสืบค้น และแก้ไขปัญหาการเรียนรู้    

 6.  เปิดโอกาสให้ผู้เรียนคิดอย่างมีระบบและคิดแบบมีวิจารณญาณ        

7.  ถามคำถามผู้เรียน

8. จัดเรียบเรียงสิ่งที่สอนให้มีความหมาย  เป็นระบบและมีขั้นตอน  

9. ช่วยให้ผู้เรียน กำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ที่เหมาะสม

10. ช่วยให้เห็นรายละเอียดสิ่งที่เรียน

11. อธิบายและยกตัวอย่างให้ชัดเจน                      

  การกระตุ้นความสนใจและความใฝ่รู้ของผู้เรียน

1. ครูแสดงความกระตือรือร้นในการสอนและมีท่าทีเชิงบวกต่อสิ่งที่สอน

2.  บอกเล่าประสบการณ์ของตนเองในการเรียนสิ่งที่ตนสอน   ทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว

3.  ใช้เทคนิคการสอนหลากหลาย  

4. งานที่มอบหมายให้ผู้เรียนทำต้องท้าทาย  มีความหมายและน่าสนใจ 

 5.  มีเทคนิคในการเคลื่อนไหวและการหยุดพัก                       

 การสร้างบรรยากาศแบบสนับสนุนการเรียนรู้           

  1.  ครูควรตั้งความคาดหวังในตัวผู้เรียนเชิงบวก

 2.ครูบอกความคาดหวังในการเรียน

3. ครูควรเพิ่มความเชื่อมั่นในตนเองของผู้เรียน

4 ให้แรงเสริมต่อความพยายามของผู้เรียน